เรื่อง : สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน
เคยได้ยินว่าที่ประเทศญี่ปุ่น
เราจะไม่ได้พบเห็นหญิงสาวชาวญี่ปุ่นขณะตั้งครรภ์เดินตามถนนหนทางทั่วไป
ฉะนั้น การไปประเทศญี่ปุ่นครั้งนี้
ดิฉันเลยใจจดจ่อมองหาหญิงตั้งครรภ์ตลอดระยะเวลาเกือบหนึ่งสัปดาห์
ทั้งตามถนนหนทาง ห้างสรรพสินค้า สถานีรถไฟใต้ดิน ร้านอาหาร แหล่งท่องเที่ยว
เรียกว่าในย่านชุมชนทั้งหลาย ซึ่งก็ไม่พบหญิงตั้งครรภ์จริงๆ
แต่ที่พบมากเห็นจะเป็นบรรดาวัยรุ่น วัยหนุ่มสาวที่แต่งตัวทันสมัย
ยิ่งฤดูหนาว
แฟชั่นเสื้อโค้ชกับรองเท้าบู๊ธกลายเป็นสีสันหลากหลายท่ามกลางอากาศหนาวของ
ดินแดนซากุระ ซึ่งก็ไม่แปลกใจ
เพราะเด็กหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นขึ้นชื่อเรื่องผู้นำแฟชั่นอยู่แล้ว
สอบถามได้ความว่า
หญิงสาวที่แต่งงานไปแล้วเมื่อตั้งครรภ์จะไม่ออกไปนอกบ้าน
เพราะเป็นห่วงเรื่องรูปร่างของตัวเอง
เนื่องจากขณะตั้งครรภ์จะดูอุ้ยอ้ายไม่สวย ก็จะไม่ออกไปนอกบ้านเด็ดขาด
เรียกว่าห่วงสวยว่างั้นเถอะ
แต่อีกเหตุผลหนึ่งก็เพราะความเชื่อของคนญี่ปุ่นที่ต้องการดูแลตัวเอง
อย่างเต็มที่ จะประคบประหงมดูแลลูกในท้องอย่างมาก
เนื่องเพราะค่านิยมของคนญี่ปุ่นในยุคปัจจุบันมีอัตราการเกิดต่ำมาก
คู่แต่งงานมักจะเลือกหนทางไม่มีลูก เมื่อมีก็มักจะมีคนเดียว
ทำให้เกิดปัญหาเรื่องจำนวนประชากรไม่สมดุล เพราะอัตราการเกิดต่ำ
ในขณะที่ผู้สูงอายุมีจำนวนมากขึ้น
และกลายเป็นปัญหาอันหนักหน่วงของญี่ปุ่นที่กำลังเผชิญภาวะเรื่องการขาดแคลน
แรงงานและมันสมองของคนหนุ่มสาววัยทำงาน
และ…นั่นก็เป็นเหตุผลว่าเมื่อหญิงตั้งครรภ์เมื่อไร จึงดูแลมากเป็นพิเศษนั่นเอง
พลันทำให้นึกถึงเพื่อนรุ่นน้องที่ตัดสินใจแต่งงานกับหนุ่มญี่ปุ่น
และย้ายถิ่นฐานไปอยู่ในดินแดนซากุระ
เธอเล่าให้ฟังเมื่อครั้งที่เธอแต่งงานว่า
เรื่องค่านิยมผู้ชายเป็นช้างเท้าหน้ามีหน้าที่ทำงานหาเงินนอกบ้าน
ในขณะที่ผู้หญิงเป็นแม่บ้านอยู่บ้านยังคงฝังรากลึกอยู่ในวิธีวัฒนธรรมของชาว
ญี่ปุ่น แม้ปัจจุบันจะผ่อนคลายไปมาก
และผู้หญิงก็ได้รับโอกาสทำงานนอกบ้านมากกว่าในอดีตก็ตาม
และแม้เธอเป็นผู้หญิงไทย แต่เมื่อแต่งงานกับหนุ่มญี่ปุ่นก็จำต้องยึดธรรมเนียมปฏิบัติของชาวญี่ปุ่นอยู่ดี
เธอเล่าว่าเมื่อครั้งที่เธอ
ตั้งครรภ์ เธอได้ไปฝากครรภ์ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น
ซึ่งมีการจัดโปรแกรมอบรมให้ความรู้เรื่องราวต่างๆ สำหรับหญิงตั้งครรภ์
โดยจะแบ่งตามช่วงระยะเวลาของการตั้งครรภ์
ซึ่งเธอเน้นย้ำว่ามีประโยชน์มากเหลือเกิน
ทั้งยังมีโปรแกรมอื่นๆ
อีกมากมาย เช่น การออกกำลังกายสำหรับหญิงมีครรภ์
การอบรมเรื่องการเลี้ยงลูกอย่างถูกวิธี การฝึกนวดทารก
ซึ่งมีทั้งโปรแกรมที่มีค่าใช้จ่ายและไม่มีค่าใช้จ่าย
แต่ที่นั่นจะให้ความสำคัญในเรื่องการให้ความรู้สำหรับว่าที่คุณแม่ทุกคน
เวลาไปฝากครรภ์ก็เหมือนบ้าน
เรา ในช่วงแรกไปพบคุณหมอสองสัปดาห์ครั้ง
พอเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายก็จะตรวจสัปดาห์ละครั้ง
พอใกล้คลอดทางโรงพยาบาลจะมีรายละเอียดส่งมาให้รู้ว่าเราเตรียมอะไรบ้าง
ควรเตรียมกระเป๋าไว้ให้พร้อมตลอดเวลา
เกิดอะไรขึ้นสามารถหิ้วกระเป๋าไปโรงพยาบาลได้ทันที
เธอเล่าว่าในญี่ปุ่น แพทย์ไม่มีให้เลือกผ่าคลอด
ส่วนใหญ่ต้องคลอดเอง นอกจากจะมีเหตุให้ต้องผ่าคลอดจริงๆ เท่านั้น
ขนาดเจ็บท้องเตือนก็ไม่มีการให้ยาแก้ปวด เนื่องจากต้องคลอดเองตามธรรมชาติ
ดังนั้นแพทย์ญี่ปุ่นมักจะจำกัดน้ำหนักของหญิงตั้งครรภ์
ไม่ให้น้ำหนักขึ้นเกิน 8-10 กิโลกรัม เพราะถ้าเด็กตัวโตก็จะคลอดลำบาก
และน้ำหนักหลังคลอดก็ลดลงยากด้วย
ส่วนรายละเอียดการตรวจแต่ละครั้งจะอยู่ในสมุดคู่มือแม่ (โบฉิเทะโจ)
สมุดเล่มนี้จะสำคัญมาก คลอดลูกหนึ่งคนได้หนึ่งเล่ม
ภายในจะเก็บข้อมูลทุกอย่างตั้งแต่ตั้งครรภ์ไปจนคลอด
และตรวจสุขภาพลูกตามโปรแกรมเป็นระยะๆ ตารางฉีดวัคซีน การตรวจสุขภาพ
เรียกว่าเป็นสมุดคู่มือบันทึกรายละเอียดทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับลูก
จะบันทึกไว้หมด คล้ายๆ สมุดคู่มือสุขภาพของลูกในบ้านเรานั่นแหละ
แล้วพอลูกอายุ 1 เดือนขึ้นไป พ่อแม่ก็จะไปไหว้ศาลเจ้าประจำเมือง
โดยมีแม่หรือยายสวดภาวนาขอให้เด็กแข็งแรง เติบโตภายใต้การดูแลของเทพเจ้า
เกณฑ์ทั่วไป จะพาเด็กผู้ชายไปในวันที่ 31 หรือ 32 หลังการคลอด
ส่วนเด็กผู้หญิงจะพาไปในวันที่ 32 หรือ 33 หลังการคลอด
อาจจะมีบ้างที่พาไปในวันที่ 50 หรือ 100 หลังการคลอด
แต่ปัจจุบันพ่อแม่มักจะเอาฤกษ์สะดวกมากขึ้น
หันมาดูหญิงตั้งครรภ์ในบ้านเราบ้าง ต้องยอมรับว่าสามารถพบเห็นหญิงตั้งครรภ์มากมายตามสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะท้องอ่อนๆ หรือท้องแก่ก็ตาม
จริงอยู่คนท้องไม่ใช่คนป่วย
แต่หญิงตั้งครรภ์ก็ต้องดูแลตัวเองมากกว่าปกติ
เพราะเรื่องสุขภาพร่างกายของแม่มีผลต่อลูกทุกประการ
อะไรที่เป็นข้อดีของเขาอย่างเช่น
เรื่องการให้ความสำคัญเรื่องข้อมูลความรู้เป็นเรื่องที่ภาครัฐควรให้ความ
ใส่ใจเกี่ยวกับโปรแกรมของหญิงตั้งครรภ์ด้วย
เพราะ…เมื่อแม่ตั้งครรภ์มีความรู้ ก็สามารถเลี้ยงลูกได้มีคุณภาพ สุดท้ายเด็กก็กลายเป็นทรัพยากรมนุษย์ของชาติต่อไป
ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์
ความหมาย : รูปถ่าย