|
เมื่อ ไม่นานมานี้ผมได้มีโอกาสเข้าร้านหรูๆ ที่เพิ่งมาเปิดสาขาที่เมืองไทยอย่าง “ มอสเบอร์เกอร์” (モスバーガー: Mos Burger ) ฟังชื่อก็เดาได้ว่าจะต้องขายพวกแฮมเบอร์เกอร์ (ハンバーガー: hamburger ) บรรยากาศก็น่าจะประมาณร้านแม็คโดนัลด์ หรือ เบอร์เกอร์คิง |
|
สำหรับที่ ญี่ปุ่นร้านประเภทขายอาหารฝรั่งพวกแฮมเบอร์เกอร์ในแนวฟาสต์ฟู้ดมีแม็คโดนั ลด์ (マクドナルド: makudonarudo; 「マック」( makku )「マクド」( makudo )) แล้วก็เวนดี้ (ウエンディズ) เป็นหลัก (ในบางพื้นที่อย่างโอกินาว่า หรือโยโกสุกะที่มีฐานทัพอเมริกาอาจจะมีแฟรนไชส์แฮมเบอร์เกอร์จากอเมริกามาก ขึ้น) |
|
|
|
ที่น่าแปลกคือ แม็คโดนัลด์ที่เข้ามาทำตลาดในญี่ปุ่นน่าจะมีชื่อเสียงที่สุด แต่ในปัจจุบัน ถ้าถามใครๆ ว่าแฮมเบอร์เกอร์ที่ อร่อยที่สุดคือของเจ้าไหน คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ก็จะตอบว่าของ “ มอสเบอร์เกอร์” มอสเบอร์เกอร์นั้นจริงๆ ไม่ใช่แฟรนไชส์ ที่มาจากต่างประเทศ แต่เป็นแฟรนไชส์ของญี่ปุ่นเอง เจ้าของคือคุณซากุระดะ เค (櫻田慧) ในเมื่อเป็นของคนญี่ปุ่นเอง ก็คงจะเข้าใจวิถีการกินของคนญี่ปุ่นได้ดี จึงครองใจคนญี่ปุ่นหลายๆ คนมากกว่าแฟรนไชส์จากต่างประเทศ |
|
ข้อ เด่นของมอสเบอร์เกอร์คือ เน้นความอร่อยเป็นหลัก โดยในแฮมเบอร์เกอร์จะมีผัก โปรตีน คาร์โบไฮเดรตครบถ้วน ซึ่งถ้าดูผิวเผินก็คงไม่ต่างจากคู่แข่งอย่างแม็คโดนัลด์ที่หันมาเน้นสุขภาพ ผู้บริโภคมากขึ้น แต่ถ้าลองเข้าไปกินก็จะรู้สึกว่า ผักมอสเบอร์เกอร์ดูเป็นผักมากกว่าเนื่องจากมีปริมาณมาก และสด |
|
|
|
|
|
|
|
เมนูต่างๆ ของมอสเบอร์เกอร์
|
||
|
ในช่วงก่อนขึ้นปี 2000 ร้านแม็คโดนัลด์ประสบปัญหาเรื่องผู้บริโภคน้อยลง จึงทำโปรโมชั่นลดราคาชนิดที่ว่าถล่มทลาย แฮมเบอร์เกอร์ราคาลดไปเหลือเพียง 50 เยนกว่าๆ ซึ่งถือว่าถูกกว่าแม็คโดนัลด์ของไทย แม็คโดนัลด์กลายเป็นอาหาร ขวัญใจคนจน เพราะซื้อได้ถูกกว่าขนมปังหรือข้าวปั้นในร้านสะดวกซื้อ แต่ถึงกระนั้นเอง มอสเบอร์เกอร์ซึ่งเป็นคู่แข่งก็ไม่ได้ ลดราคาคงไปแข่งตาม |
|
ตลาดมอสเบอร์เกอร์ ยังคงตามจิตวิทยาคนญี่ปุ่นที่ว่า ของดีถ้ามีเงิน แพงแค่ไหนเดี๋ยวก็มาซื้อกิน ซึ่งถ้าพิจารณาดูแล้ว ผมว่าแม็คโดนัลด์เดินหมากผิดไปจริงๆ เพราะแม้ว่าจะมีกำลังซื้อเข้ามาซื้อก็ตาม แต่รายได้ก็ได้ไม่มากพอ อีกทั้งตัวยี่ห้อ ยังดูราคาถูกลงไปด้วย คนญี่ปุ่นเขาชอบเชื่อกันว่าของถูกมักมีคุณภาพไม่ดี |
|
กรณีตัวอย่างอีกกรณีคือร้านเสื้อยูนิโกลที่เคยขายราคาถูกมาก ทำให้เสื้อยูนิโกลเกร่อจนใครๆ ก็ซื้อหาได้ คนที่มีเงินหน่อย เลยเมินยูนิโกลเพราะเป็นเสื้อโหลเกินไป ค่านิยมเช่นนี้เลยทำให้ของหลายๆ อย่างที่ญี่ปุ่นราคาแพงกว่าความเป็นจริงเพื่อรักษา ภาพลักษณ์ให้ดูแพงสมกับผู้ที่ตั้งใจจะซื้อหามาใช้จริงๆ จากค่านิยมตรงนี้เลยทำให้มอสเบอร์เกอร์ดูพิถีพิถันเลือกอาหารมากิน มากกว่า ช่วงไหนจนๆ คนเลือกแม็คโดนัลด์ แต่ถ้ามีเงินก็ไปกินมอสเบอร์เกอร์ แฟรนไชส์มอสเบอร์เกอร์จึงอยู่ยงคงกระพัน และดูหรูมากกว่าที่แฮมเบอร์เกอร์อาหารกินแก้ขัดของอเมริกันเคยเป็น |
|
มอสเบอร์เกอร์ได้
คิดค้นสูตรแฮมเบอร์เกอร์ที่เหมาะกับคนญี่ปุ่นมากมาย
หนึ่งในนั้นคือแฮมเบอร์เกอร์ซอสเทริยากิ (照り焼き: teriyaki )
(ที่เมืองไทยชอบเรียกว่า “ เทอริยากิ”
ตามการออกเสียงของฝรั่งซึ่งเป็นการออกเสียงที่ผิด)
ที่เรากินในแม็คโดนัลด์จริงๆ ก็เป็นเมนูที่ผลิตตามมอสเบอร์เกอร์มาอีกที
นอกจากนี้ ค่านิยมบริโภคข้าวมากกว่า ขนมปังของคนเอเชียก็ไม่เคยเปลี่ยน
จึงมีเมนูนำข้าวมาปั้นเป็นทรงขนมปังแทน เป็นข้าวปั้นแฮมเบอร์เกอร์
ที่เรียกว่า “ ไรซ์เบอร์เกอร์” (ライスバーガー: raisu-baagaa )
|
|
|
|
ไรซ์เบอร์เกอร์” (ライスバーガー: raisu-baagaa )
|
|
ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา มอสเบอร์เกอร์ยังแยกแฟรนไชส์ลงไปอีก ตอนนี้ที่ญี่ปุ่นกำลังฮิตมาก คือมีแฟรนไชส์บน และแฟรนไชส์ล่าง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือร้านสะดวกซื้อลอว์ซัน ( LAWSON : lo-san ) ตามปกติซึ่งถือเป็นแฟรนไชส์ปกติ กับร้านแนเชอรัล ลอว์ซัน (ナチュラル LAWSON : nachuraru lo-san ) ซึ่งถือเป็นแฟรนไชส์บน คือหรูกว่าปกติ แถวบ้านผมก็มี หรูขนาดหาของกินทั่วไปไม่เจอ |
|
กลับมาที่เรื่อ
งมอสเบอร์เกอร์ ในส่วนของมอสเบอร์เกอร์ก็แยกเป็นมอสเบอร์เกอร์สีแดง
เป็นร้านปกติ และมอสเบอร์เกอร์ สีเขียวเป็นร้านที่หรูขึ้นมาอีกหน่อย
ที่ว่าหรูขึ้นคือ จะมีที่นั่งที่ค่อนข้างกว้าง นั่งได้นานๆ
(เหมือนเมืองไทย) ถ้าเป็นร้านปกติ จะนั่งนานไม่ค่อยได้เพราะลูกค้าคนอื่นรอ
|
|
|
|
มอสเบอร์เกอร์สีแดง ร้านปกติ
|
มอสเบอร์เกอร์สีเขียว
|
|
เมนูเมื่อสั่งไป
แล้ว ก็ใช้เวลาในการปรุงอาหาร และที่มากกว่าร้านแฮมเบอร์เกอร์ทั่วไปคือ
มีสลัด และแฮมเบอร์เกอร์ ชนิดพิเศษ เรียกว่า “ ทะคุมิ” (匠味: takumi
เป็นชื่อเฉพาะ ) มีเครื่องมากกว่าแฮมเบอร์เกอร์ปกติและใช้เนื้อสัตว์
ที่คัดสรรเป็นอย่างดี และแน่นอนคือ ราคาก็แพงไปด้วย ตกประมาณ 600 เยนขึ้นไป
ราคาแพงสุดคือ 1000 เยน (เมนู “ ทะคุมิจูดัน” หรือ “ ทะคุมิสิบชั้น” )
|
![]() |
|
ทะคุมิจูดัน
|
|
แล้วถ้าอิ่มจาก แฮมเบอร์เกอร์แล้ว จะต่อด้วยของหวานก็ได้ ที่ร้านยังมีไอศกรีมแบบญี่ปุ่นด้วย ตัวผมเองยังไม่มีโอกาส กินแฮมเบอร์เกอร์ “ทะคุมิ” แต่ได้ลองกินไอศกรีมแล้ว ก็อร่อยใช้ได้ค่อนข้างสมราคา นอกจากนี้ ในบางช่วงยังมีการผลิตเมนู ใหม่ๆ มาให้ลองกิน เช่น ช่วงนี้มีแป้งโรตีที่เรียกว่า “ นัน” (ナン) โรยหน้าแกงกะหรี่ หรืออโวคาโด และใช้ไส้กรอกขนาดใหญ่ แทนเนื้อ หรือ เมนูที่ชื่อ “นัตสึมิ” (菜摘) ใช้ผักกาดแก้วทั้งหมดแทนขนมปัง ข้างในเป็นไส้แฮมเบอร์เกอร์ เหมาะสำหรับคนที่ลดแป้ง |
![]() |
|
“นัตสึมิ” (菜摘) สำหรับคนที่อยากลดความอ้วน
|
|
นอกจากนี้ยังมี อาหารชุดคุณหนู หรืออาหารมื้อเช้า (ที่ญี่ปุ่นปกติตามร้านทั่วไปจะมีเมนูพิเศษขายเฉพาะช่วงเช้าหรือ กลางวันโดยมีราคาย่อมเยากว่า) และบริการส่งที่บ้านด้วย โดยในบริการส่งที่บ้านจะมีแถมเหรียญ 10 เยนไปด้วย เป็นการ คืนเงินค่าโทรศัพท์ให้กับผู้โทรมาสั่งอาหาร |
|
มอสเบอร์เกอร์เป็นวัฒนธรรมการกินอาหารนอกบ้านของคนญี่ปุ่นอย่าง หนึ่งที่ยังสะท้อนรสนิยมคนญี่ปุ่น ที่ยังนิยมหา ของอร่อยๆ กิน เรียกว่า “แพงเท่าไหร่ไม่ว่า ถ้าอร่อยจริง มีเงินเมื่อไหร่ก็จะตามไปกิน” ค่านิยมคนญี่ปุ่นก็เหมือนกับคนไทย ที่ยังคงกินข้าวเป็นอาหารหลัก ญี่ปุ่นออกจะต่างจากไทยเล็กน้อยที่มีข้าวปั้นพกพา หรือกินได้สะดวกยิ่งกว่าฟาสต์ฟู้ดของ อเมริกัน แฮมเบอร์เกอร์จึงไม่มีโอกาสเข้ามาแทนที่ในฐานะอาหารหลักที่เอาไว้กินเวลา เร่งด่วนได้ การจะขายอาหารดังกล่าว จึงอาจจะเหมาะที่เป็นอาหารแปลกที่เอาไว้กินเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศตามร้าน มากกว่า |
ข้อมูลเพิ่มเติม
การสั่งอาหารในร้านฟาสต์ฟู้ดหรือร้านอาหารแฟรนไชส์ส่วนใหญ่
ทางพนักงานจะถามก่อนสั่งอาหารว่าจะกินที่ร้านหรือจะนำกลับ
ภาษาญี่ปุ่นมีวีธีพูดต่างๆ โดยปกติ ถ้าจะกินในร้าน ให้บอกว่า
「店内食事」( tennai-shokuji ;店内:
ในร้าน ;食事: การกิน )
ถ้าต้องการให้แพ็คกล่องเพื่อนำไปกินที่อื่นให้บอกว่า
「持ち帰り」( mochikaeri : นำกลับ )
ในบางพื้นที่จะมีบริการ “drive-thru” ขับรถไปสั่งแล้ววนไปรับของแบบในเมืองไทยด้วย
เว็บไซต์ของร้าน >> http://www.mos.co.jp/
ที่มา: www.jeducation.com/
ความหมาย : ความสงบสุข,ความสันติสุข