ถ้าเด็กในบ้าน ชอบเก็บตัวอยู่แต่ในห้องนานๆ เป็นเดือน ปี หรืออาจจะหลายๆ ปี บางทีเขาอาจเป็น "ฮิคิโคโมริ"
(hikikomori) เป็นคำอธิบายถึงพฤติกรรมเด็ก ที่แยกตัวเองออกจากสังคม และเก็บตัวอยู่ในห้อง หรือบ้าน เป็นระยะเวลานานๆ อาจจะเป็นเดือน เป็นปี หรือหลายๆ ปี ซึ่งจิตแพทย์และนักวิชาการญี่ปุ่น ลงความเห็นว่า นี่เป็นเพียงแค่ "ปรากฏการณ์" (phenomenon) ไม่ใช่ "โรค" (syndrome) อย่างที่หลายคนเข้าใจ
แม้ไม่ใช่โรคแต่ก็ควรได้รับการเยียวยาอย่างถูกวิธี ไม่เช่นนั้นอาจจะพัฒนาไปสู่ภาวะ ของการเป็นจิตเภทประเภทหนึ่งได้
หากปรากฏการณ์ดังกล่าวยังไม่มีรายงาน "อย่างเป็นทางการ" ว่าพบในประเทศไทย แม้ชายผู้หนึ่งจะเคยประสบพบเจอกับบุคคลที่คล้ายจะเป็น "ฮิคิโคโมริ" กลางเมืองหลวงอย่า'กรุงเทพมหานคร จนเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาค้นคว้าที่มาของพฤติกรรม และนำไปสู่การสร้างภาพยนตร์สะท้อนภาพความเป็นจริงในสังคม ที่ไม่ว่าคุณหรือใครก็ต้องมาช่วยกันขบคิด
เพราะปรากฏการณ์ "ฮิคิโคโมริ" หรือที่เรียกอย่างย่อๆ ว่า “ฮิคกี้” ดูเหมือนจะอยู่รอบๆ ตัวเรานี่เอง
ฮิคกี้ : Who are you?
ปรัชญา ปิ่นแก้ว ผู้กำกับภาพยนตร์ "Who are you : ใคร..ในห้อง" นึกย้อนถึงเหตุการณ์จริง ที่เคยเจอมาเมื่ออดีต ซึ่งกลายมาเป็นพล็อตสำคัญของหนังที่กำลังจะเข้าฉาย ก่อนจะค่อยๆ ลำดับความและเล่าให้ฟัง
"ฮิคิโคโมริมีข้อมูลว่าเกิดในญี่ปุ่น แต่ที่ผมเจอ ผมเจอในประเทศไทย เป็นคนรู้จักกัน คือเขาเป็นแม่ค้าขายของ มีลูกสาวและลูกชาย เขาบอกว่าลูกชายเขาไม่ยอมออกจากบ้านเลย อยู่ที่ชั้น 2 ของบ้านมานาน 5 ปี ทั้งพี่สาวและแม่เขาไม่ทราบว่าแท้จริงแล้วสาเหตุเกิดจากอะไร"
ผู้กำกับคนดังเล่าต่ออย่างเห็นภาพว่า ทุกๆ วันแม่ของเด็กชายคนนั้นจะทำอาหารไว้ให้ก่อนออกไปทำงานในตอนค่ำ แม่และพี่สาวพยายามพูดจาชักจูงให้ออกมาสู่โลกภายนอกเท่าไรก็ไม่เป็นผล จนมากเข้าก็โกรธ พักหลังจึงแทบจะไม่ยอมออกมาให้พบหน้า
“ใหม่ๆ แม่ยังได้เห็นหน้าลูกบ้าง หลังๆ ไม่ยอมให้เห็นเลย เวลาลงมาข้างล่างเขาก็เอาผ้าขนหนูปิดหน้า มีผ้าพันหัวตลอด สมัยนั้นผมอยู่อาร์เอส แม่เขาก็บอกผมให้ลองชวนเขามาทำงานด้วย มาถ่ายมิวสิควีดิโอเขาก็ไม่ยอม คือผมพยายามโทรศัพท์คุยกับเขา แต่ก็เหมือนเขาแค่ยกหูแล้วฟังเฉยๆ ไม่ได้ตอบกลับอะไรเลย...เขามีทีวี มีโทรศัพท์ เขาจะใช้โทรศัพท์ติดต่อกับเพื่อนของเขา”
ไม่พบหน้า ไม่พูดจากับใครในบ้าน แต่การสื่อสารเดียวที่พอจะทำให้ผู้เป็นแม่เบาใจได้ว่า ลูกชายของเธอไม่ได้บ้า ก็คือ การเขียน
“เวลาอยากได้อะไรเขาจะจดใส่กระดาษ ซื้ออันนั้นอันนี้ให้หน่อย นี่แหละที่ผมเจอเรื่องนี้ เพราะผมไปเห็นว่าที่ร้านแม่เขามีของวัยรุ่นเต็มเลย ก็ถามว่าของใคร แม่บอกของลูกชาย อ้าว...ลูกชายโตแล้วทำไมไม่ซื้อเอง เขาถึงเล่าให้ฟัง”
ด้วยความสงสัยในพฤติกรรม ปรัชญาและเพื่อนจึงไปที่บ้านตามคำชวนของคนเป็นแม่ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ยิ่งตอกย้ำให้มั่นใจว่า เด็กคนนี้มีพฤติกรรมที่ไม่เหมือนเด็กที่มีโลกส่วนตัวธรรมดาทั่วไป
“บ้านเขาเป็นตึกแถว 2 ชั้น แม่อยู่ชั้นล่าง ลูกอยู่ชั้นบน ชั้นบนนี่เดินขึ้นบันไดไปก็เจอประตูเลย ตอนที่ผมไปบ้านเขา เขาอยากได้ของที่ฝากแม่ซื้อแต่มีแขกมาบ้าน เขาก็เดินกระแทกเท้าดังๆ อยู่บนชั้น 2 พอแม่เดินขึ้นบันไดไปเอาแมกกาซีนไปเสียบที่ขั้นสุดท้ายของบันได ผมได้ยินเสียงวิ่งตึ่งๆๆ แล้วหนังสือก็หายไป แม่เขาบอกว่า บางวันกลับไปบ้านก็เห็นผู้หญิงมาที่บ้านนะ แฟนเขานั่นแหละ”
เรื่องเล่าดำเนินมาจนถึงท้ายเรื่อง แต่ย้ำว่านี่คือเรื่องจริง ปรัชญาบอกว่า ครอบครัวนี้ย้ายบ้านกะทันหัน แต่ไม่ได้ไปไหนไกล อยู่ในซอยใกล้ๆ บ้าน ซึ่งตอนหลังลูกสาวของบ้านนั้นมาเฉลยถึงเหตุที่ต้องย้ายบ้านให้ฟัง
“เพราะว่าคนเช่าบ้านคนเก่าเขาแขวนคอตายตอนอายุ 18 ตอนนี้น้องชายเขาอายุจะครบ 18 ปีแล้ว ก็เลยย้าย ย้ายก่อนอายุ 18 ไม่กี่วัน จนเวลาผ่านไปประมาณ 2-3 ปี วันหนึ่งผมเจอลูกสาวเขาเดินมากับผู้ชายคนหนึ่ง เธอเข้ามาบอกผมว่า เนี่ย...น้องชาย ผมก็อึ้ง ไม่ได้ทักเรื่องที่เขาเก็บตัว นั่นคือการเจอกันครั้งสุดท้าย”
ตอนจบของเรื่อง (จริง) ดูเหมือนจะ happy ending แต่ปรัชญาก็แอบกังวลอยู่ในใจว่า ถึงวันนี้ครอบครัวนั้นจะเป็นอย่างไร เด็กชายจะกลับมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับสังคมปกติได้หรือยัง
“มีหนังเรื่องนี้ออกมาผมไม่แน่ใจว่าครอบครัวเขาจะคิดยังไง เพราะมีการแปลงเนื้อหาเยอะมาก ผมอยากให้เขาติดต่อผ่านคอลัมน์นี้มา”
ปรัชญาฝากทิ้งท้ายหมายจะส่งถ้อยความให้ถึง “ครอบครัวนั้น” จริงๆ
ฮิคกี้ : You are alone.
เมื่อลองทบทวนพฤติกรรมของเด็กชายที่ผู้กำกับภาพยนตร์คนดังเล่าให้ฟัง ยิ่งคล้ายอาการของเด็กที่เป็น “ฮิคิโคโมริ” ซึ่งมักพบในประเทศญี่ปุ่น
ผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิงวินิทรา นวลละออง จิตแพทย์ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายว่า ฮิคิโคโมริ คือ "ปรากฏการณ์" ซึ่งคำว่าปรากฏการณ์นั้น หมายถึงสิ่งที่สังเกตพบด้วยตา ลักษณะเด่นจะเป็นคนที่หลีกเลี่ยงการเข้าสังคม หรือพยายามพบเจอผู้คนให้น้อยที่สุด ผลคือคนเหล่านี้ไม่ไปโรงเรียน และเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน อาจจะอ่านหนังสือการ์ตูน เล่นเกม เล่นอินเทอร์เน็ต ดูทีวี หรืออาจจะนั่งเฉยๆ อยู่ในห้องคนเดียวได้เป็นปีๆ
“คนกลุ่มนี้มีลักษณะร่วมกันคือ "กลัวการเข้าสังคม" ด้วยหลายๆ เหตุผล เช่น บางคนโดดเด่นเหนือคนอื่นจึงโดนเพื่อนล้อเลยไม่กล้าไปโรงเรียน บางคนพูดไม่เก่ง บางคนอ่อนไหวกับคำวิจารณ์มาก ไม่ว่าอะไรจะเป็นสาเหตุก็ตาม ฮิคกี้ก็เลือกที่จะแก้ปัญหาด้วยการหนี”
จิตแพทย์และนักวิชาการญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งให้ความเห็นว่า ฮิคิโคโมริเกิดขึ้นได้เฉพาะในญี่ปุ่น เมื่อเป็นเช่นนั้นก็เกิดคำถามตามมาว่า ญี่ปุ่นมีอะไรที่ชาติอื่นไม่มี หลายคนพยายามหาข้ออธิบายว่า เพราะญี่ปุ่นมีระบบการศึกษาที่เคี่ยวเข็ญเด็กอย่างเอาเป็นเอาตาย ญี่ปุ่นมีระบบการจ้างงานตลอดชีวิต มีวัฒนธรรมการทำงานที่เรียกร้องให้คนทำงานหนัก สำคัญคือ ญี่ปุ่นผ่านความบอบช้ำอย่างรุนแรงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
เรื่องนี้ ผศ.พญ.วินิทรา บอกว่า มีหลายทฤษฎีที่อธิบายสาเหตุของปรากฏการณ์นี้ได้ นั่นคือ ทางสังคมวิทยา ทางจิตวิทยา และทางการแพทย์
ทางสังคมวิทยา น่าสังเกตว่าฮิคกี้มีแต่ในประเทศพัฒนาแล้วที่มีวัฒนธรรมทำนองว่า "คนที่มีคุณค่าต้องเก่ง" และ "ทำอะไรต้องคิดถึงสายตาคนอื่นก่อน" ซึ่งก็เท่ากับสังคมญี่ปุ่น ฮิคกี้มีบุคลิกพื้นฐานที่อ่อนไหวต่อคำวิจารณ์อยู่แล้ว เมื่อไปเกิดในวัฒนธรรมที่เข้มงวด แม้ว่าจะเก่งเทพมาจากไหนแต่แค่พลาดครั้งเดียวอาจทำให้รู้สึกว่า ชีวิตนี้หมดสิ้นแล้ว เขาจึง "กลัว" สังคมและถอยหนีมาอยู่กับตัวเองเพียงคนเดียว
ทางจิตวิทยา ฮิคกี้มีลักษณะเด่นคือการ "หนี" (avoidance) คำว่าหนีไม่เหมือนเพิกเฉย (denial) หรือชอบอยู่คนเดียวอย่างสงบ(schizoid) แต่การหนีหมายถึงที่จริงอยากมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น เพียงแต่ด้วยปัจจัยบางอย่างทำให้เขามีปฏิสัมพันธ์ได้อย่างจำกัดมากๆ เช่น อยู่กับเพื่อนได้ไม่นาน หรืออยู่ได้แต่กับเพื่อนบางคนที่เข้าใจ ปัญหาคือคนที่จะเข้าใจข้อจำกัดนี้มีไม่มากนัก กระทั่งพ่อแม่บางทีก็ไม่เข้าใจเพราะคิดไปว่าลูกเป็นฮิคกี้แสดงว่าลูกอยากอยู่คนเดียวจึงถอยหนีออกมา สุดท้ายคิดว่าอยากทำอะไรก็ให้ทำไป ฮิคกี้จึงเหมือนตัดขาดจากโลกภายนอก
“ทางการแพทย์ มีโรคหนึ่งชื่อว่ากลุ่ม PDDs (Pervasive Developmental Disorders) ซึ่งการแสดงออกคล้ายฮิคกี้มาก ส่วนที่เหมือนคือ PDDs มักอยู่กับตัวเอง ไม่ค่อยเข้าใจเรื่องการมีปฏิสัมพันธ์หรือการเข้าสังคม แต่ PDDs ไม่ใช่ปัจจัยหลักให้เกิดฮิคกี้แน่ๆ เพราะ PDDs ประเทศอื่นไม่เห็นเป็นฮิคกี้เลย มีแต่ญี่ปุ่นนี่แหละที่เป็น ดังนั้นปัจจัยเรื่องวัฒนธรรมจึงน่าจะเป็นปัจจัยหลักมากกว่า ส่วนเรื่องทางการแพทย์ก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์นี้ในสังคมขึ้น”
ไม่ว่าจะมาจากสาเหตุใด สุดท้ายคนที่ปฏิบัติตัวแบบนี้เหมือนๆ กัน ก็จะถูกเรียกเหมารวมไปว่า “ฮิคิโคโมริ”
ฮิคกี้ : Do not lonely.
นอกจากญี่ปุ่น ยังพบรายงานเกี่ยวกับเด็กที่มีอาการคล้ายคลึงกันในประเทศเกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ และอย่างที่กล่าวไว้ ยังไม่มีรายงาน “อย่างเป็นทางการ” ว่าพบในประเทศไทย
จากการเปิดเผยของ แพทย์หญิงพรรณพิมล หล่อตระกูล ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต พบว่า ประเทศไทยมีเด็กหรือกลุ่มคนที่มีอาการดังกล่าวอยู่บ้าง แต่ไม่สามารถให้คำจำกัดความได้ว่า เป็น “ฮิคิโคโมริ” หรือเปล่า
“ถามว่าเป็นภาวะเดียวกันหรือเปล่า อาจจะใช่ แต่ญี่ปุ่นจะมีการสังเกตพฤติกรรมอาการ ซึ่งเรียกไม่เหมือนกัน ถ้าเข้าไปดูอาการวินิจฉัยทางจิตเวชของญี่ปุ่น เขาจะมีเยอะมาก อย่างพวกที่ทำงานหนักจนตาย dead from over work ก็จะเรียกว่า โรคคาโรชิ (Karochi Syndrome) ทำงานหนักจนมีภาวะหัวใจล้มเหลวฉับพลัน ซึ่งพอมีปรากฏการณ์นี้ก็ใช้ศัพท์ที่เฉพาะ ไม่ได้ใช้ชื่อที่เป็นสากลที่จะสามารถอธิบายเชื่อมโยงได้”
เช่นเดียวกับพฤติกรรมเด็กที่คล้ายกับ "ฮิคิโคโมริ" แต่ พญ.พรรณพิมล ขอใช้คำว่า “โรคแยกตัวจากสังคม”
“กลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่ป่วย มีภาวะเข้าสังคมไม่ได้ แยกตัวเองออกมา อีกกลุ่มไม่ป่วย แต่เขาตัดสินใจไม่อยู่กับสังคม อยู่ได้ด้วยมีความสนใจเฉพาะตัว แต่ในกลุ่มที่ป่วย เขาจะเป็นช่วงระยะเวลาหนึ่ง ความรู้สึกคือไม่อยากไปโรงเรียน ไม่เล่นกับเพื่อน ไม่ออกจากห้องเลย แต่ดีที่ระบบครอบครัวของไทยจะไม่ปล่อยให้เด็กมีชีวิตตามลำพัง โดยมาก 2-3 เดือนก็เป็นปกติ”
ถามว่าที่ป่วยแบบกู่ไม่กลับเลยมีบ้างหรือไม่ ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูลยอมรับว่า “มี” แต่ไม่มาก
“มี case หนึ่งที่เขาไม่กลับไปโรงเรียนเลย ยอมสูงสุดคือคุยกับคนในครอบครัวเท่านั้นเอง จริงๆ ต้องอาศัยตัวครอบครัวเข้าไปเชื่อมโยง ให้เขาออกมาจากตัวเองให้ได้ ซึ่งจะได้มากได้น้อยนั้นขึ้นอยู่กับครอบครัวและตัวเด็กเอง ส่วนมากเด็กก็กลับมายอมรับ ไปโรงเรียนปกติ อาจจะไม่ได้ไปเที่ยวกับเพื่อน ไปดูหนัง หรือทำกิจกรรมเท่าไร แต่ก็ยอมรับเงื่อนไขในระดับครอบครัวได้ ครอบครัวจะเป็นปราการด่านแรกที่จะช่วยให้เด็กไม่ปล่อยตัวเองออกจากสังคมอย่างเบ็ดเสร็จ”
ประเด็นนี้ต่างจากญี่ปุ่น ซึ่ง ผศ.พญ.วินิทรา อธิบายว่า ครอบครัวญี่ปุ่นหากพบว่าลูกของตัวเองมีปัญหาดังกล่าว จะปกปิดอาการเพราะความอาย กลัวโดนนินทา จึงแก้ปัญหาด้วยการปล่อยให้เด็กมีพฤติกรรมแบบนั้นต่อไป ญี่ปุ่นจึงมองว่า คนกลุ่มนี้คือตัวทำลายเศรษฐกิจ
“ญี่ปุ่นเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ดังนั้นถ้ามีประชากรวัยทำงาน 1 คนที่ไม่ยอมทำงานทำการอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอัน เขาจะถือว่าเป็น "ปรสิต" (parasite, ถ้าโตถึงวัยหาคู่แล้วแต่ยังไม่มีคู่ เอาแต่เกาะพ่อแม่กินก็เรียก single parasite) หรือกาฝากสังคม เพราะเอาเงินภาษีคนอื่นไปนั่งกินนอนกิน”
........................................................
“ฮิคกี้” ไม่ใช่เรื่องของแฟชั่น “ฮิคิโคโมริ” เป็นปรากฏการณ์ที่ต้องเยียวยา แม้พวกเขาจะพร่ำบอกกับตัวเองเสมอว่า “I’m alone but not lonely.”
คุณเป็นแบบไหน?
ฮิคิโคโมริ เป็นพฤติกรรมของเด็กที่แยกตัวออกจากสังคมอย่างสิ้นเชิง ทว่า ยังมีกลุ่มคนที่มีพฤติกรรมใกล้เคียงกันอยู่อีกหลายกลุ่ม บางกลุ่มพบแล้วในประเทศไทย แล้วคุณเคยพิจารณาพฤติกรรมของตัวเองบ้างหรือไม่ ว่าเข้าข่ายคนพิเศษกลุ่มไหน?
NEETs ย่อมาจาก "Not in Employment, Education or Training" แปลว่า คนที่อยู่บ้านเฉยๆ ไม่มีงานทำ (เป็นหลักแหล่ง หรือทำงานพาร์ทไทม์) บางที่เหมารวมแม่บ้านที่อยู่บ้านเลี้ยงลูกอย่างเดียวหรือทำแต่งานบ้านโดยไม่ได้เลี้ยงลูก แต่บางที่ก็ไม่เหมารวมแม่บ้าน NEETs เป็นคำที่มีความหมายในเชิงดูถูกและกดดันเพราะสังคมที่ใช้คำนี้คือสังคมที่ให้คุณค่ากับคนที่ "มีงานทำและมีอนาคตที่ดี" NEETs ไม่ชอบเข้าสังคมแต่ต่างจากฮิคกี้ตรงที่ NEETs ไม่ได้ "หนี" เพียงแต่ใช้วิธี "ถอย" เท่านั้น ไม่ถึงขั้นกลัวคนเหมือนฮิคกี้
freeter หรือ "ฟุริตะ" หรือ "ฟรีตา" หมายถึงคนที่อยู่ในวัยทำงานแล้ว แต่กลับไม่ทำงานให้มั่นคงเป็นชิ้นเป็นอัน อาจจะได้งานเป็นรับจ้างเล็กๆ น้อยๆ ค่าแรงรายวัน เปลี่ยนงานไปเรื่อยๆ ในประเทศพัฒนาแล้วจะมองว่าฟรีเตอร์เป็นกาฝาก เพราะไม่มีส่วนช่วยพัฒนาบ้านเมือง ซึ่งดูเหมือนจะไม่เป็นปัญหาในไทย เพราะประเทศไทยอุดมสมบูรณ์ มีทรัพยากรเหลือเฟือ
otaku โอตาคุคือปัญหาที่เกิดจาก "การ์ตูน" เดิมใช้เรียกคนที่ชอบการ์ตูนมากๆ มากขนาดที่เห็นว่า "เวอร์ไป" เช่น เอาหมอนรูปสาวน้อยตัวการ์ตูนขนาดเท่าตัวจริงมาพกติดตัวไปไหนมาไหนด้วยตลอดเวลาโดยไม่แคร์สายตาใคร หรือที่บ้านมีการ์ตูนกองท่วมห้องจนติดเพดาน ต่างชาติหรือคนไทยที่บ้าการ์ตูนเรียกตัวเองว่าโอตาคุอย่างภูมิใจ แต่คนญี่ปุ่นเท่านั้นที่คิดว่าโอตาคุเป็นคำด่าเชิงดูถูกเหยียดหยาม เพราะเคยมีคดีโอตาคุคนหนึ่งก่อคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญ ทุกคนวิจารณ์และตีความไปว่า "คนที่เป็นโอตาคุอาจกลายเป็นฆาตกรโรคจิตได้" ซึ่งความเข้าใจผิดนี้ก็ยังสืบต่อมาเรื่อยๆ อย่างไรก็ตามโอตาคุนอกจากบ้าการ์ตูนแล้วมักมีลักษณะเข้าสังคมได้ยากด้วย
(ข้อมูลโดย ผศ.พญ.วินิทรา นวลละออง)
ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/lifestyle/20100119/95948/ฮิคิโคโมริ-I-can-be-alone..html
ความหมาย : บริษัท