กะเทยไทย VS กะเทยญี่ปุ่น

กะเทยไทย VS กะเทยญี่ปุ่น

บันเทิงญี่ปุ่น 5 พฤศจิกายน 2553

Views : 7010

มิค มิสทิฟฟานี่ฯ 2010 และฮารุนะ ไอ มิสอินเตอร์เนชันแนลควีนชาวญี่ปุ่น

เก้งกวางกะเทยทอมดี้ มีวันไหนบ้างไหมที่คุณเดินออกจากบ้านแล้วไม่เจอเพศที่สาม หลายคนตั้งข้อสงสัยว่าทำไมจู่ๆ คนประเภทนี้จึงผุดขึ้นมามากมายอย่างกับดอกเห็ด จะเป็นเพราะสังคมทุกวันนี้เปิดกว้างมากขึ้นหรือไม่ ครั้งนี้ M Feature นำเรื่องราวชีวิตของสาวประเภทสองจาก 2 สัญชาติมาตีแผ่ สะท้อนสังคมให้ได้รู้กัน

  
       
       “ผู้ชายสมัยนี้หายาก” กลายเป็นคำบ่นยอดฮิตของบรรดาหญิงแท้ทั้งหลายไปแล้ว ด้วยจำนวนประชากรชายที่มีน้อยกว่าเป็นทุนเดิม คือเพศชาย 33 ล้านคน และเพศหญิง 34.2 ล้านคน (ข้อมูลจากสำนักงานสถิติฯ เดือนต.ค. 2553) ถ้ายิ่งตัดกลุ่มชายรักชายออกไปด้วยแล้ว คิดดูว่าจะเหลือจำนวนเพศชายที่เป็นชายน้อยลงไปอีกกี่เท่าตัว อะไร ทำให้คนประเภทนี้ในสังคมมีมากขึ้น ปัจจุบันคนทั่วไปยอมรับเพศที่สามได้มากขนาดไหนแล้ว และอีกหลายคำถามที่ถูกนำเสนอซ้ำแล้วซ้ำเล่าในบริบทสังคมไทย วันนี้ลองเปิดมุมมองใหม่ๆ รับรู้ความคิดเรื่องเพศที่สามในสังคมญี่ปุ่นเปรียบเทียบกับประเทศไทยกันดูบ้าง แล้วจะรู้ว่าเกิดเป็นกะเทยแดนปลาดิบยากกว่ากันเยอะ
       
       ครอบครัวเข้าใจ กะเทยไทยไม่วิตก
       ด้วยจำนวนเพศที่สามที่ดูจะมีมากขึ้นทุกวัน ทำให้คนส่วนใหญ่อดคิดไม่ได้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงแฟชั่นหรือพฤติกรรมเลียนแบบ แต่สำหรับ มิค ณลดา ธรรมธนาคร มิสทิฟฟานี่ยูนิเวิร์สปีล่าสุดแล้ว เธอเปิดใจให้เราฟังว่ารู้ตัวและอยากเป็นผู้หญิงตั้งแต่ยังหัวเกรียนเรียนชั้นประถมฯ อยู่เลย มิค มีนิสัยรักสวยรักงามมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เคยแอบหยิบกระปุกครีมจากห้องคุณแม่มาชโลมผิวอยู่บ่อยๆ พอมีงานโรงเรียนทีไรก็มักขอทาลิปสติกเพิ่ม แม้ขณะนั้นยังต้องสวมชุดสูทเหมือนกับเด็กผู้ชายคนอื่นๆ ก็ตาม และด้วยความตุ้งติ้งจนเพื่อนสังเกตเห็น จึงหนีไม่พ้นการถูกเพื่อนล้อ แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครกล้าแกล้งมิค เพราะเธอไม่ยอมทำตัวอ่อนแอให้ใครรังแกง่ายๆ ต่างจากกะเทยในวัยเรียนอีกหลายคนที่จะโดนแกล้งเป็นประจำ
       “ตอน ประถมฯ สักช่วง ป.1-ป.2 มีการแสดงที่โรงเรียน มิคก็แต่งตัวเป็นเด็กผู้ชายนี่แหละ ใส่ชุดสูทเลย แต่จะขอลิปสติกเพิ่มตลอด (หัวเราะ) เพื่อนๆ ที่เรียนด้วยกันมาตั้งแต่เด็กก็จะรู้ว่าเราเป็นกะเทย แต่ก็ไม่ได้โดนรุมรังแกอะไร เพราะเราเป็นคนเล่นกีฬามาตั้งแต่ไหนแต่ไร แข็งแรงมาตั้งแต่เด็ก พอมีใครมาแกล้งเราก็จะไม่ยอม เคยเตะเพื่อนที่เข้ามาแกล้งทีหนึ่งเหมือนกัน หลังจากนั้นเขาก็ไม่กล้าอีกเลย ก็เลยไม่มีใครกล้าแกล้งกล้าล้อเรา” มิคเท้าความให้ฟัง
        
       
       การมีพี่สาว 2 คนมีส่วนทำให้มิคซึมซับความเป็นผู้หญิงเอาไว้ในตัว การอาบน้ำด้วยกันกับพี่เป็นเรื่องปกติในวัยเด็กรวมไปถึงการเล่นตุ๊กตาร่วม กันด้วย ถึงแม้ว่าคุณพ่อคุณแม่ของมิคจะพยายามซื้อหุ่นยนต์และรถประกอบมาให้มิคเล่น แต่เธอก็ยังเลือกเล่นตุ๊กตามากกว่าอยู่ดี คุณแม่ของมิคสังเกตเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นและได้แต่นิ่งเงียบเอาไว้ รอจนกระทั่งลูกชายคนสุดท้องของบ้านพร้อม และเดินเข้ามาเปิดเผยความในใจต่อทุกคนในครอบครัวเมื่อตอนอายุได้ 13 ปี
       “เลี้ยง เขามาตั้งแต่เด็กพอจะดูออกอยู่เหมือนกัน แต่ตอนแรกที่น้องเดินเข้ามาบอกตรงๆ แม่เองก็ยังทำใจไม่ได้เลย เพราะเขาเป็นลูกชายคนเล็กแล้วก็เป็นลูกชายคนเดียวในบ้าน พอกลายเป็นแบบนี้ก็รู้สึกเสียดาย แต่คิดว่าในเมื่อมันเป็นความต้องการของเขา และมิคเองก็ไม่ได้ไปทำอะไรไม่ดี เลยพยายามเข้าใจ ส่วนพ่อเขาไม่เคยสังเกตพฤติกรรมมิคมาก่อน เลยไม่ได้ทำใจไว้ พอมารู้ทีเดียวก็ช็อกเลย แต่ตอนนี้ทุกคนก็เข้าใจและสนับสนุนมิคเต็มที่ ขอแค่เขาเป็นคนดีของสังคมก็พอ” คุณแม่ของมิคเปิดใจ

         
       ต้องถือว่าครอบครัวของมิค เป็นครอบครัวหัวสมัยใหม่และเคารพการตัดสินใจของลูกอยู่มาก มิคเองก็รู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่มีคนสำคัญในชีวิตพร้อมจะเข้าใจ คิดว่าการวางตัวของเธอเองก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้คนในครอบครัวเชื่อใจ และยอมรับในสิ่งที่เธอเป็น ส่วนสังคมจะยอมรับเพศที่สามได้มากน้อยแค่ไหนนั้น มิคไม่เก็บมาใส่ใจนักเพราะมองว่าเป็นเรื่องเหนือการควบคุม
       “มั่นใจว่าครอบครัวต้องยอมรับ เราได้อยู่แล้วเพราะเราไม่ได้ไปทำเรื่องไม่ดี และมันไม่ใช่เรื่องผิดอะไรที่เป็นแบบนี้ ถ้าในสายตาคนทั่วไปแล้ว บางคนอาจจะเห็นกะเทยเป็นตัวตลก เพราะ เขาติดภาพจากตัวละครในทีวีที่ชอบวี้ดว้ายกระตู้วู้ ก็อยากให้แยกแยะให้ออกว่าการแสดงคือการแสดง ไม่ใช่ว่าแสดงแบบไหนแล้วความจริงต้องเป็นแบบนั้น คนที่เป็นกะเทยก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นกันทุกคน เพราะฉะนั้นจะมาเห็นกะเทยแล้วไปขำเขามันก็ไม่ใช่ แต่เรื่องแบบนี้ก็ห้ามกันไม่ได้ เราไม่มีวันรู้ว่าคนอื่นคิดยังไงกับเรา แค่เราวางตัวให้ดีก็พอแล้ว”

      
       ญี่ปุ่นสังคมปิด ห้ามคิดห้ามเป็นเพศที่สาม
       เจาะลึกบางช่วงชีวิตของมิสทิฟฟานี่ชาวไทยกันไปแล้ว มาดูผู้ชนะเลิศจากเวทีสาวประเภทสองระดับโลกกันบ้าง ฮารุนะ ไอ คือ ชาวญี่ปุ่นที่คว้าตำแหน่งมิสอินเตอร์เนชันแนลควีนประจำปี 2009 ได้สำเร็จ จากที่เคยเข้าประกวดเวทีเดียวกันและได้ตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับสองกลับไป เมื่อสองปีที่แล้ว ผู้เข้าประกวดส่วนใหญ่เมื่อได้รางวัลมักไม่ประกวดซ้ำเวทีเดิม แต่สำหรับฮารุนะ รางวัลชนะเลิศมีความหมายสำหรับเธอยิ่งกว่าที่ใครจะเข้าใจ มันคือคำมั่นสัญญาเพียงอย่างเดียวที่เธอสามารถมอบให้ครอบครัวได้        
       
       อย่าง ที่รู้กันว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เคร่งครัด ทุกคนต้องปฏิบัติตามหน้าที่ของตนไม่ให้ขาดตกบกพร่อง บทบาทการเป็นลูกชายก็เป็นอีกหน้าที่หนึ่งที่ฮารุนะต้องทำให้ดีที่สุด แต่เมื่อเธอเลือกจะเป็นเพศที่สามก็เท่ากับว่าบกพร่องต่อหน้าที่ในการสืบสกุล ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากในสังคมญี่ปุ่น และเพื่อแสดงความรับผิดชอบและความกตัญญูต่อครอบครัว เธอจึงยังคงใช้ชื่อ “เคนจิ” (แปลว่าเก่งและเข้มแข็ง) และนามสกุลเดิมที่คุณพ่อตั้งให้ในบัตรประชาชน ทั้งยังคว้าตำแหน่งชนะเลิศการประกวดสาวประเภทสองมาฝากครอบครัวได้สำเร็จ อย่างที่ได้ให้คำมั่นสัญญากับคุณพ่อไว้ว่า “ถ้าจะเป็นอะไรแล้ว ต้องเป็นให้ถึงที่สุด” แม้กระทั่งการเลือกที่จะเป็นสาวประเภทสองด้วย

         http://pics.manager.co.th/Images/553000016539206.JPEG
       
       ปัจจุบัน ฮารุนะเป็นดาราตลกที่มีชื่อเสียงในวงการบันเทิงญี่ปุ่น เป็นนักร้องออกเทป ออกพ็อกเกตบุ๊กของตัวเอง ได้เป็นแขกรับเชิญประจำในรายการดัง และถือเป็นสาวประเภทสองรุ่นแรกที่โด่งดังเป็นที่รู้จักในวงการ แต่กว่าจะเป็นที่รู้จักอย่างทุกวันนี้ เธอต้องเริ่มจากการเป็นเด็กนั่งดริ้งก์ในบาร์กะเทยก่อน เพราะเป็นอาชีพเดียวที่สาวประเภทสองที่เปิดเผยตัวในสังคมญี่ปุ่นจะทำได้ และเป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งที่จะมีคนรู้จักพาเข้าวงการ เทียบกันแล้วประเทศไทยสบายกว่าเยอะที่มีเวทีประกวดสำหรับคนประเภทนี้เพื่อ เป็นบันไดสู่วงการบันเทิง
       “ที่ ญี่ปุ่นไม่มีเวทีประกวดมิสทิฟฟานี่หรืออะไรอย่างนี้ ไม่มีพื้นที่ให้คนแบบเราเลย เป็นเรื่องน่าอิจฉามากสำหรับสาวประเภทสองที่เกิดในเมืองไทย ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้ญี่ปุ่นมีเวทีแบบนี้บ้าง อยากให้คนญี่ปุ่นเปิดใจยอมรับเรื่องเพศเหมือนกับประเทศไทย” ฮารุนะระบายความในใจผ่านล่าม
         
       
       วัยเด็กของฮารุนะก็เป็น ช่วงชีวิตที่ลำบากไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ถ้าเด็กชายไทยหัวใจตุ้งติ้งคนไหนถูกเพื่อนผู้ชายแกล้งเป็นประจำคงเข้าใจความ รู้สึกของฮารุนะดี แต่การแกล้งกันใน สังคมญี่ปุ่นรุนแรงกว่านั้น คนที่เคยอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นคงพอจะเข้าใจระบบยากูซ่าในวัยเรียนบ้าง ฮารุนะเคยถูกแกล้งจนถึงขั้นเลิกไปโรงเรียนและหนีไปซ่อนตัวที่คาเฟ่ แต่พ่อแม่จับได้จึงต้องกลับไปเรียน สุดท้ายเธอจึงต้องฝืนใจเข้ากลุ่มเด็กเกเรและยอมเป็นเบ๊เพื่อแลกกับการไม่ต้องถูกรังแกอีก

http://pics.manager.co.th/Images/553000016539207.JPEG
  
       
       พูดถึงเรื่องการยอมรับจาก คนในครอบครัว เทียบกันแล้วต้องถือว่ามิค มิสทิฟฟานี่ของเราโชคดีกว่ามากที่มีพ่อแม่คอยเข้าใจ แต่สำหรับฮารุนะ นอกจากจะต้องคอยแอ๊บแมนเพื่อไม่ให้คนในสังคมสังเกตเห็นแล้ว เธอยังไม่สามารถแสดงความเป็นตัวเองให้คนในบ้านรู้แม้แต่คนเดียว โดยเฉพาะคุณพ่อที่รับความอ่อนแอในตัวลูกชายไม่ได้จนต้องบังคับให้เธอเข้าชมรมคาราเต้ตอนม.ปลาย หวังว่าจะช่วยให้ฮารุนะเข้มแข็งมากขึ้น แต่ด้วยการฝึกสุดโหดทุกวันของชมรมบวกกับแรงกดดันจากครอบครัว ทำให้เธอทะเลาะกับที่บ้านอย่างหนักและตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนมาหางานทำเอง ต่อสู้ตัวคนเดียว จนกระทั่งได้รับรางวัลการประกวดจึงมีโอกาสพูดคุยกับครอบครัวให้เข้าใจกันอีกครั้งหนึ่ง
        
       
       ถามว่าสังคมญี่ปุ่นยอมรับ เพศที่สามได้มากแค่ไหนแล้ว ฮารุนะมองว่ายังน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศไทย สังเกตง่ายๆ จากการเดินจูงมือกัน สำหรับประเทศไทยก็มีให้เห็นกันบ้างทั้งคู่หญิงรักหญิงและชายรักชาย แต่ถ้าเป็นที่ญี่ปุ่นอย่าหวังว่าจะได้แสดงความรักต่อกันต่อหน้าสาธารณชนเลย เพราะเมื่อไหร่ที่ทำแบบนั้นจะถูกมองว่าเป็นตัวประหลาดทันที เพราะฉะนั้นคนที่เป็นเพศที่สามในสังคมญี่ปุ่นจึงทำได้แค่ปกปิดตัวตนเอาไว้ เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมต่อไปอย่างสงบสุข
       “ที่ญี่ปุ่นจะมีรูปแบบชัดเจนว่า อะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ ถ้าทำผิดแปลกจากคนทั่วไปจะถูกเพ่งเล็งทันที อย่างคู่รักร่วมเพศนี่จะมาเดินจับมือกันให้เห็นไม่มีทางเกิดขึ้นแน่นอน เหมือนกับสังคมรับรู้ว่ามีคนเหล่านี้อยู่ แต่จะไม่พูดถึง แกล้งทำไม่สนใจ ทำเหมือนว่าไม่มีตัวตนในสังคม”
       ฮารุนะ มิสอินเตอร์เนชันแนลควีนแดนอาทิตย์อุทัยได้แต่หวังว่า รางวัลสาวประเภทสองจากเวทีโลกที่เธอได้รับเป็นคนแรกในประเทศญี่ปุ่น จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้บ้านเมืองของเธอเปิดกว้างเรื่องเพศที่สามมากขึ้น อย่างที่เคยกล่าวไว้ในรายการญี่ปุ่นหลังได้รับรางวัลว่า “กะเทยญี่ปุ่นก็ทำได้”

http://pics.manager.co.th/Images/553000016539208.JPEG
เจินเจิน บุญสูงเนิน
        
       
       สังคมไทยในสายตากะเทยรุ่นพี่
       ชายจริงหญิงแท้อาจเหนื่อย หน่ายกับการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิเสรีภาพของกลุ่มเพศที่สามที่มีให้เห็น บ่อยครั้ง หลายคนไม่เข้าใจว่าคนกลุ่มนี้ต้องการอะไรกันแน่ เพราะต่างคิดว่าปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างดีที่สุดแล้ว แต่ของแบบนี้ไม่เกิดกับตัวไม่มีวันรู้ อย่างที่เจินเจิน บุญสูงเนิน นักร้องชื่อดังเจ้าของบทเพลง “ฉันก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง” เล่าจากประสบการณ์ว่าการเลือกปฏิบัติต่อเพศที่สามมีอยู่จริง
       “คนส่วนใหญ่จะมองว่าสาวประเภทสองประกอบอาชีพเป็นอยู่แค่ 2 อย่าง คือไม่ขายตัวก็เสริมสวย ทำไมถึงมองอย่างนั้น เป็นเพราะว่าพวกเราทำอาชีพแบบนี้กันเยอะจริง แต่นั่นก็มีสาเหตุมาจากงานราชการเขาไม่รับพวกเรา พอเห็นว่าเป็นกะเทยเขาก็ไม่ให้สัมภาษณ์ ถึงจะไม่แต่งตัวเป็นผู้หญิงแต่ถ้ามีลักษณะท่าทางตุ้งติ้ง เขาก็ไม่รับ ยิ่งถ้าแต่งหญิงด้วยแล้ว ลืมไปได้เลย คนเหล่านี้เลยต้องออกมาหางานทำกันเอง ทำอาชีพที่เป็นส่วนตัว”
       “ตัว พี่เองก็ไม่เคยคิดว่าจะเป็นนักร้อง เพราะจบด้านศึกษาศาสตร์มา ตั้งใจจะเป็นครู แต่ตอนไปฝึกสอนทำให้ความคิดเราเปลี่ยนไป เด็กในห้องที่เราเข้าไปสอนเขาล้อเลียน ไม่ให้ความเคารพ สอนๆ อยู่เดินออกมาตีก้นพี่ก็เคยมี นี่เด็กม.1 นะ ตอนแรกคิดว่าเด็กมันไม่รู้ก็พยายามอธิบาย แต่มันก็ยังเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก เลยทำให้เรามานั่งคิดทบทวนว่าเราคงไม่เหมาะกับอาชีพครู ขนาดเด็กตัวเล็กๆ ยังไม่ยอมรับเรา แล้วพ่อแม่ผู้ปกครองเขาเองล่ะจะคิดยังไง เลยตัดสินใจหันเหชีวิตมาเอาดีด้านการร้องเพลง ต่อสู้มาเรื่อย รู้เลยว่าเป็นเพศที่สามแล้วทำให้คนยอมรับยากกว่าเป็นเพศปกติแล้วทำให้คน ยอมรับหลายร้อยเท่า” นักร้องสาวประเภทสองพูดอย่างเข้าใจ


อ.วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์
        
       
       อ.วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ ผู้คร่ำหวอดด้านวัฒนธรรมจีนและวงการบันเทิง เป็นอีกคนหนึ่งที่ตั้งข้อสังเกตว่ากลุ่มชายรักชายในสังคมเยอะขึ้นจนเห็นได้ชัด “สมัยก่อน 20 เสาไฟฟ้าเจอ 1 กะเทย เดี๋ยวนี้ 1 เสาไฟฟ้าเจอ 20 กะเทยแล้ว (หัวเราะ)” สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นไม่ใช่เพราะรสนิยมของคนสมัยนี้เปลี่ยนแปลงไป แต่เป็นเพราะคนที่เคยปกปิดไว้กล้าเปิดเผยมากขึ้น เนื่องจากสังคมยอมเปิดรับมากขึ้นต่างหาก ถ้าเทียบกับต่างประเทศแล้ว ถือว่าคนไทยยอมรับได้มากกว่า สามารถพูดคุยเรื่องเพศที่สามในวงสนทนาได้ แต่ถ้าเป็นด้านกฎหมายกลับปิดตาย แตะต้องไม่ได้เลย
       ส่วนเรื่องเลือกปฏิบัตินั้นยังคงมีให้เห็นเป็นปกติ แม้กระทั่งในวงการบันเทิงเอง “อ.เสรี (วงษ์มณฑา) ยังเคยพูดไว้เลยว่า ถ้าเขาไม่ได้เป็นเพศที่สาม ป่านนี้เขาคงมีรายการทีวีเยอะแยะ กลายเป็นปัญญา นิรันดร์กุลคนที่สองไปแล้ว” อ.วิโรจน์ยกตัวอย่าง
       

เดย์ ฟรีแมน
       
       เดย์ ฟรีแมน ดาราและพิธีกรสาวประเภทสองที่ได้รับการยอมรับในวงการบันเทิง พูดถึงเพศที่สามที่ทำงานในระบบราชการหรือดำรงตำแหน่งผู้นำว่า สังคมไทยยังยอมรับไม่ได้ที่จะให้คนเหล่านี้เปิดเผยตัวตนจริงๆ ถ้ารักจะทำงานต่อไป จำเป็นต้องปกปิดรสนิยมทางเพศเอาไว้ไม่ให้ใครรับรู้ “ต้องเลือกว่าระหว่างหน้าที่การงานกับชีวิตประจำวันของคุณเอง สังคมทุกวันนี้ยังไม่ยอมรับให้เพศที่สามเป็นผู้นำ ถ้ายังอยากแต่งหญิงคงต้องออกไปทำอย่างอื่น” คุณเดย์พูดจากประสบการณ์
       
       เทียบกับประเทศญี่ปุ่นแล้ว คงถือว่าบ้านเมืองเราให้อิสระเรื่องเพศมากกว่าเยอะ แต่จากมุมมองของกะเทยไทยเอง ยังมองว่าต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะกลบช่องโหว่ได้หมด ส่วนความเป็นจริงจะเป็นเช่นไร สังคมไทยยอมรับเพศที่สามได้มากขึ้นกว่าเดิมแค่ไหน คงต้องให้คนที่เรียกตัวเองว่าเพศที่หนึ่งและเพศที่สองถามใจตัวเองดู
       
                 รายงานข่าวโดยทีมข่าว M-Lite/ASTV สุดสัปดาห์



ที่มา: Manager Online

人形 [nin-gyo]

ความหมาย : ตุ๊กตา