ท่ามกลางการแข่งขันของคนในเมืองใหญ่ ย่อมกลายเป็นความคาดหวัง
พร้อมๆไปกับความกดดัน หรือความเครียดให้กับตัวบุคคลที่ดำรงอยู่ในสังคมนั้น และหากจะเอ่ยถึงสภาพดังกล่าว เมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่นอย่าง ‘โตเกียว’ ก็เป็นอีกสังคมหนึ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า มีความกดดันมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
Tokyo Sonata (ชื่อไทยว่า “วันที่หัวใจเจ็บ”)
ซึ่งกวาดรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเวที Asian Film Award และยังคว้ารางวัล
Un Certain Regard Jury Prize จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ ฝรั่งเศส
เป็นภาพยนตร์สะท้อนสังคมเมืองหลวงของญี่ปุ่นได้อย่างตรงไปตรงมาจนน่ากลัว
แม้ว่าในสายตาของนักท่องเที่ยว อาจมองเห็นภาพความสวยงาม
วัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ หรือความก้าวหน้าแห่งเทคโนโลยีที่โดดเด่น
แต่สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้
เลือกที่จะตีแผ่ให้ผู้ชมเห็นอีกมุมความจริงที่เกิดขึ้นในเมืองหลวง
ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการว่างงาน คนเร่ร่อน การฆ่าตัวตาย
สังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่ รวมถึงความกดดันต่างๆในฐานะผู้อยู่อาศัย
ผู้ใช้ชีวิตในสังคมโตเกียว
เรื่องราวถูกถ่ายทอดผ่านครอบครัว
“ซาซากิ” ที่ประกอบไปด้วย
พ่อ แม่ และลูกชาย 2 คน ซึ่งครอบครัว
นี้ก็ไม่ต่างจากสังคมชนชั้นกลางของโตเกียวทั่วไป พ่อทำหน้าที่หาเงิน
แม่ทำงานเป็นแม่บ้านแสนดีผู้เชื่อฟังสามี ลูกชายคนโตมีโลกส่วนตัวสูง
ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร ขณะที่ลูกชายคนเล็กตั้งหน้าตั้งตาเรียนหนังสือ
แต่แล้วในวันหนึ่ง
จุดเปลี่ยนอันเป็นวิกฤตของครอบครัวซาซากิก็เกิดขึ้น
พ่อซึ่งเป็นหนุ่มใหญ่ปลาย 40 ถูกปลด ออกจากงาน
ได้เพียงเงินก้อนสุดท้ายจากบริษัท พร้อมกับอนาคตที่เคว้งคว้าง
เพราะตัวเองไม่ได้มีทักษะอะไรที่โดดเด่น นอกจากเป็นพนักงานออฟฟิศทั่วๆไป
โอกาสที่เขาจะหางานใหม่ทำในวัย 40 กว่าปี จึงไม่ใช่เรื่องง่าย
แต่ค่านิยมอันแสนจะตลกร้ายในสังคมญี่ปุ่น
ทำให้เขาไม่บอกความจริงเรื่องนี้กับใครในบ้าน
ด้วยกลัวว่าจะทำให้สมาชิกในครอบครัวเสียความเชื่อมั่นในความเป็นผู้นำ
และกลัวสังคมรอบข้างจะดูถูก
สิ่งที่เขาเลือกทำต่อไป คือ สวมสูทผูกไท
คว้ากระเป๋าออกจากบ้านแต่เช้าตามปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
โดยใช้เวลาที่ออกไปในแต่ละวันไปสมัครงานที่ไร้วี่แววว่าจะ มีการตอบรับ
ขณะที่ในมื้อกลางวันก็ไปยืนต่อคิวรับอาหาร จากโรงทานสำหรับคนเร่ร่อน
ความจริงแล้วปัญหาครอบครัวต่างๆที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นสิ่งที่เราพบเห็นได้จากสังคมเมืองทุนนิยมทั่วไป แต่เมื่อมันถ่ายทอดมาจากโตเกียว ก็ทำให้เรื่องราวต่างๆ ดูสมจริงสมจัง
เข้มข้น และเป็นเอกลักษณ์มากขึ้น เช่น เหตุการณ์ที่เพื่อนของผู้เป็นพ่อ
ซึ่งเป็นผู้ร่วมชะตาชีวิตคนตกงานด้วยกัน ยังคงหลอกตัวเองว่า มีงานทำ
มีภาระรับผิดชอบ และมักจะหลอกคนอื่น
ด้วยการตั้งเวลาโทรศัพท์ให้มีเสียงดังเข้ามา
แล้วก็ออกไปคุยเจื้อยแจ้วเรื่องงานอยู่คนเดียวกับตัวเอง
ทั้งยังชวนเพื่อนไปทาน อาหารเย็นที่บ้าน เพื่อหลอกภรรยาและลูกของตนเองว่า
หน้าที่การงานยังราบรื่น ก่อนที่สุดท้ายจะรับกับความจริงที่เกิดขึ้นไม่ได้
และกระทำอัตวินิบาตกรรมในที่สุด ซึ่งตอกย้ำปัญหาการฆ่าตัวตายของชาวญี่ปุ่น
ที่ในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากสาเหตุนี้นับหมื่น
ส่วนปัญหาของคนอื่นๆในครอบครัวซาซากิ ก็เริ่มเกิดขึ้นทีละประเด็น
ผู้เป็นแม่ต้องใช้ชีวิตแบบเก็บกดตามแบบแม่บ้านญี่ปุ่น ที่ไม่อาจมีปากเสียง
แม้กระทั่งวันที่เธอแอบเห็นสามีกำลังยืนต่อแถวรับอาหารบริจาค
ด้านลูกชายคนโตแสดงออกให้เห็นถึงปัญหาของวัยรุ่นญี่ปุ่นที่อยากเด่นอยากดัง
จึงสมัครไปเป็นทหารเพื่อไปรบในสมรภูมิที่อเมริกาเป็นเจ้าภาพ
โดยที่ตนเองก็ไม่ได้มีอุดมการณ์อะไรมากมายไปกว่าอยากทำอะไรที่แปลกแตกต่างไป
จากชีวิตเดิมๆ ปิดท้ายที่ลูกชายคนเล็กสะท้อนให้เห็นปัญหาโครง
สร้างของระบบการศึกษาและครอบครัว เมื่อต้องแอบ เอาเงินค่าเทอมไปเรียนเปียโน
ซึ่งเป็นสิ่งที่เขารักและมีพรสวรรค์ แต่กลับต้องถูกผู้เป็นพ่อต่อต้าน
และทะเลาะกันจนเป็นเรื่องราวใหญ่โต
ในช่วงครึ่งท้ายของภาพยนตร์ มีการใส่ความเป็นหนัง
เพื่อเพิ่มอรรถรสขึ้นบ้าง
ผู้เป็นพ่อนั้นตัดสินใจไปสมัครงานเป็นพนักงานทำความสะอาดตามห้างสรรพสินค้า
จนกระทั่งไปเจอกับภรรยาโดยบังเอิญ เหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้เขารับไม่ได้
จนต้องวิ่งหนีกระเจิดกระเจิงออกไปอย่างไร้จุดหมายราวกับคนบ้า
ขณะที่ผู้เป็นภรรยาก็กลับบ้านมาอย่างเหม่อลอย กระทั่งมาเจอวิกฤตซ้ำสอง
คือโจรขึ้นบ้าน และจับเธอไปเป็นตัวประกัน
อย่างไรก็ตามผู้กำกับหนังเรื่องนี้ยังไม่ใจร้ายเกินไปนัก
เมื่อเลือกคลี่คลายบทสรุปของปัญหาในแบบที่ถนอมน้ำใจผู้ชม
แต่ก็ยังเลือกจบตามความเป็นจริงที่ควรจะเป็น
ภาพยนตร์เรื่องนี้ ทำให้ผู้เขียนนึกถึงหลัก
‘ฆราวาสธรรม’ ซึ่งเป็นคุณสมบัติของผู้ประสบความสำเร็จในการดำเนินชีวิตทางโลก ประกอบไปด้วยธรรม 4 ประการ ได้แก่ หนึ่ง
สัจจะ คือ ความจริงใจ ความซื่อสัตย์ ความน่าเชื่อถือ ไว้ใจ
แน่นอนว่าหากเกิดปัญหาใดๆขึ้น การยอมรับกับความจริงที่เกิด
ย่อมเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ในการร่วมแบ่งปัน ข้อเสนอแนะ
หาแนวทางในการแก้ไขจากผู้อื่นบ้าง ไม่ว่าจะเป็นภรรยา หรือลูก
หรืออย่างน้อยๆ การเอ่ยความจริงให้กับคนในครอบครัว
ก็เพื่อที่จะปรับตัวกับชีวิตที่เปลี่ยนแปลง สอง
ทมะ คือ การฝึกตน
ปรับปรุงตน บังคับควบคุมให้รู้จักปรับตัว
ปรับปรุงตนให้เจริญก้าวหน้าอยู่เสมอ ซึ่งในข้อนี้
หากผู้เป็นพ่อรู้จักใช้หลักนี้พัฒนาตน
ไปพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงของหน้าที่การงาน เขาก็คงไม่ถูกปลดออกจากงาน
นอกจากนี้ ทมะ ยังหมายความ รวมถึงการยอมรับและแก้ไขสิ่งบกพร่องของตนด้วย
สาม
ขันติ คือ ความอดทนต่อสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น ไม่ท้อถอย
ไม่ยอมแพ้ ซึ่งข้อนี้นับเป็นหลักที่ผู้เป็นพ่อทำได้ใกล้เคียงที่สุด
เพราะอย่างน้อยเขาก็เลือกสู้ชีวิตต่อไป
แม้จะต้องทำงานระดับล่างที่สถานะแตกต่างไปจากเดิม และสี่
จาคะ คือ
การเสียสละ เอื้อเฟื้อ สละความโกรธ ความเห็นแก่ตัว เปิดใจกว้างกับคนอื่นได้
ซึ่งจะเป็นประโยชน์ที่สุด หากผู้นำครอบครัว ใช้หลักข้อนี้กับภรรยาและลูก
ทั้งยังเป็นการลดปัญหาความแตกต่างทางความคิดได้เป็นอย่างดี
แม้ Tokyo Sonata เป็นเรื่องราวของสังคมโตเกียว
แต่มองให้ครอบคลุม ภาพยนตร์เรื่องนี้ คือ ชีวิตครอบครัว
ที่เป็นเรื่องใกล้ตัวของทุกคนนั่นเอง (จากหนังสือธรรมลีลา ฉบับที่ 120 พฤศจิกายน 2553 โดย ชยวรรศ มานะศิริ)