'ซูรุ ซูรุ' ร้านขายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เติมฝันอร่อยครบเหมือนหน้าซอง
อาหารญี่ปุ่น
21 ตุลาคม 2553
Views : 6005
ร้าน "ซูรุ ซูรุ" ที่ชั้น 3 พาราไดซ์พาร์ค
“เราเชื่อว่าทุกคนอยากกินเหมือนหน้าซอง” จากแนวคิดดังกล่าว เป็นที่มาของร้าน “ซูรุ ซูรุ” (ZuRu
ZuRu) ที่ใช้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจาก 4 ชาติ มาเป็นเมนูหลักประจำร้าน
ชูจุดขายใส่เครื่องเคียงและตกแต่งหน้าตาให้เหมือนกับหน้าซองทุกประการ
เพื่อเติมฝันเอาใจคนรักเส้น พร้อมขยายตลาดสร้างเครือข่ายแฟรนไชส์

รุ่งทิวา กังวานกิจขจร
รุ่งทิวา กังวานกิจขจร แบรนด์ เมเนเจอร์ บริษัท ซูรุ ซูรุ บาย อีวา จำกัด ผู้บุกเบิกร้าน “ซูรุ ซูรุ” เผยว่า
แนวคิด
ร้านเกิดจากที่เชื่อว่า
ทุกคนต้องเคยอยากกินบะหมี่กึ่งสำเร็จที่ทั้งสวยงามและน่ากินเหมือนรูปที่
อยู่หน้าซอง แต่ในความเป็นจริง แทบไม่เคยมีใครได้กินอย่างที่ฝัน ดังนั้น จึงเกิดร้านนี้ขึ้น โดยเป็นร้านที่ขายเมนูบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจาก
4 ชาติ ได้แก่
ไทย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น และเกาหลี ซึ่งจะใส่เครื่องต่างๆ ตกแต่งหน้าตา และปรุงรสชาติให้ใกล้เคียงหรือเหมือนหน้าซองที่สุด โดยถือเป็นเจ้าแรกของโลกที่ใช้รูปแบบนี้

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสต้มยำกุ้ง
เธอ อธิบายต่อว่า เหตุที่เลือกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจาก 4
ชาติดังกล่าว เพราะเป็นยี่ห้อที่คนไทยคุ้นเคย ผูกพัน และนิยมอยู่แล้ว
โดยประสานไปยังบริษัทต้นสังกัดต่างๆ กว่า 10 บริษัท
เพื่อส่งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปให้โดยตรง
ส่วนรสชาติจะใส่เครื่องปรุงที่อยู่ในซอง
เพื่อคงเอกลักษณ์รสชาติของแต่ละยี่ห้อไว้
ทั้งนี้ เครื่องเคียงที่ใช้ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์หรือผักต่างๆ มีทั้งเป็นวัตถุดิบในประเทศ และบางอย่างต้องนำเข้าจากต่างประเทศ
สนนราคาจะอยู่ที่ชามละ 50 - 250 บาท ขึ้นอยู่กับเครื่องเคียงที่ใส่
“คนทั่วไปอาจคิดว่า
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นอาหารยามขัดสน แต่จากการหาข้อมูลของเรา พบว่า
กลุ่มลูกค้าหลักของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป คือ คนที่กินเพราะชอบในรสชาติ
กินเพื่อความอร่อยมากกว่ากินเพราะจำเป็น ดังนั้น
เมื่อนำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ซึ่งทุกคนคุ้นเคยอยู่แล้ว มาเพิ่มค่า
โดยใส่เครื่องให้เหมือนหน้าซอง ช่วยให้คนที่ชอบอาหารประเภทนี้อยู่แล้ว
พร้อมจะจ่ายสูงขึ้น โดยไม่ได้ยึดติดว่า
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปต้องเป็นอาหารราคาถูก” ผู้บริหารสาว อธิบาย

มีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปให้เลือกกว่า 100 เมนู
ด้านช่องทางขายนั้น รุ่งทิวา เผยว่า ลงทุนกว่าเจ็ดหลักเปิดร้านด้วยตัวเองอยู่ที่
ชั้น 3 พาราไดซ์พาร์ค ตั้งแต่
ประมาณเดือนสิงหาคม 2553 ที่ผ่านมา ใช้ชื่อว่า “ซูรุ ซูรุ”
ที่เป็นภาษาญี่ปุ่นแปลว่า เสียงดูดกินเส้นแห่งความอร่อย
โดยรูปแบบร้านจะให้ลูกค้าเลือกเมนูตามที่ต้องการ ซึ่ง
มีให้เลือกกว่า 100 เมนู จาก
นั้น จะคุ้มคุณภาพการผลิตด้วยระบบคอมพิวเตอร์ แต่ละเมนูจะมีบาร์โค้ดส่วนตัว
ซึ่งจะพิมพ์รายละเอียดรายการเครื่องเคียง กับเครื่องปรุงที่ต้องใส่ออกมา
เพื่อให้คนประกอบเมนู ทำออกมาเหมือนหน้าซองได้ทุกครั้ง
สำหรับกลุ่มลูกค้าหลักของร้าน มีตั้งแต่วัยรุ่นถึงวัยทำงาน
ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่นิยมกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอยู่แล้ว
แต่ต้องการได้ประสบการณ์ใหม่จากเมนูที่ตัวเองคุ้นเคย
และลูกค้าบางส่วนทดลองกินเพื่อความแปลกใหม่
ด้านแผนการตลาดต่อไป ขณะนี้ กำลังสร้างเครือข่ายขายแฟรนไชส์ โดยใช้ร้านที่พาราไดซ์พาร์ค เป็นร้านต้นแบบ โดยรูปแบบแฟรนไชส์
ใช้เงินลงทุนประมาณ 1 ล้านบาทถึง 1.5 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าก่อสร้างร้าน พร้อมอุปกรณ์ครบถ้วน ประมาณ 5 แสนถึง 1 ล้านบาท
(ขึ้นอยู่กับขนาดร้านตั้งแต่ 20 -60 ตารางเมตร) บวกกับค่าสัญญาแฟรนไชส์ อายุ 10 ปี จำนวน 5 แสนบาท รวมถึง เก็บค่ารอยัลตี้ฟี 4% และมาร์เก็ตติ้งฟี 2%
ทั้งนี้ ทำเลเปิดร้านทางผู้สนใจซื้อแฟรนไชส์จะเป็นฝ่ายเสนอเอง
หรือจะเลือกพื้นที่ ซึ่งบริษัทได้ติดต่อพื้นที่ห้างต่างๆ ไว้ให้ก็ได้
โดยเฉลี่ยผลการดำเนินการของร้านต้นแบบ
ผู้ลงทุนควรมีทุนหมุนเวียนสำหรับดำเนินกิจการในร้าน
ประมาณ 1 แสนบาทต่อเดือน และมีคาดการณ์จะคืนเงินลงทุนได้ทั้งหมด
ในเวลาประมาณ 1 ปี
ในส่วนเงื่อนไขแฟรนไชส์นั้น เธอ อธิบายว่า ทางบริษัทฯ
จะช่วยเหลือด้านการตลาดตั้งแต่ก่อนเปิดร้าน เช่น ปรึกษาเรื่องทำเล
และหลังจากเปิดร้านไปแล้ว เช่น จัดอีเว้นท์เปิดตัวแบรนด์
และจัดโปรโมชั่นกระตุ้นยอดขายให้แก่สาขาต่างๆ เป็นต้น รวมถึง
จัดอบรมสอนความรู้ ด้านการบริหารร้าน บัญชี และวางระบบต่างๆ
เหมือนร้านต้นแบบ โดยจะส่งวัตถุดิบในส่วนของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปให้
ส่วนเครื่องแต่งหน้าต่างๆ ให้สิทธิ์ผู้ซื้อแฟรนไชส์ไปดูแลเอง
สำหรับเป้าหมาย
ในปีหน้า (2554) คาดจะมีสาขาแฟรนไชส์ประมาณ 3-4 แห่ง
เบื้องต้นจะอยู่ในกรุงเทพฯ และต่อไปขยายสู่ต่างจังหวัด
และในอนาคตอยากจะนำแฟรนไชส์แบรนด์ “ซูรุ ซูรุ”
ไปเปิดตลาดยังประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@