ชิม “ฮงมากูโร” สุดยอดปลาทูน่าตัวละล้านบาท

ชิม “ฮงมากูโร” สุดยอดปลาทูน่าตัวละล้านบาท

อาหารญี่ปุ่น 28 กันยายน 2553

Views : 5053

      ร้านที่ไปกินชื่อ Honmono แปลว่า “ของแท้” ซึ่ง เข้ากับหัวใจของอาหารญี่ปุ่นคือวัตถุดิบต้องสด ๆ เท่านั้นจึงจะอร่อยได้รสชาติตามธรรมชาติจริง ๆ   ร้านนี้เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในซอยทองหล่อ23 และเนื่องในโอกาสครบรอบ 1 ปีของการเปิดกิจการมา ในวันนั้นเขาจึงจัดอาหารพิเศษสุดๆ ในราคาหัวละ 1 หมื่นบาท จำนวนเพียง 100 ที่นั่งเท่านั้น แต่แทบไม่เชื่อว่า ราคาขนาดนี้กลับมีลูกค้ามากันแน่นร้าน
       


ลูกค้าสนใจมาถ่ายรูปกันใหญ่
       เมนูพิเศษที่ลูกค้าได้ยินแล้วต้องรีบมากินกันทันทีคือ Blue Fin Tuna หรือที่ญี่ปุ่นเรียก “ฮงมากูโร” ซึ่ง คนญี่ปุ่นถือว่า เนื้อมัตสึซากะเป็นสุดยอดอาหารบนพื้นพสุธา ดังนั้น ฮงมากูโร ก็ต้องเป็นสุดยอดของขวัญจากมหาสมุทรเช่นกัน และที่ต้องตื่นเต้นเพราะตามปกติได้กินแค่ Yellow fin Tuna ก็หรูแล้ว
       ฮงมากูโร ที่นำมาเสิร์ฟในวันนั้น เชฟบรรณฑูร ชูผลา ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ้าของร้านบอกว่า ปลาตัวนี้
       น้ำหนักตัว 260 กิโลกรัม และกว่าจะได้เจ้าปลาตัวนี้มาจะต้องจองนานถึง 6 เดือน ด้วยราคาเกือบล้านบาท โดยส่งมาสดๆ ทางเครื่องบินในตอนเช้าของวันงาน ดังนั้น ลูกค้าทุกคนจึงมีโอกาสลิ้มลองฮงมากูโรที่สดจริงๆ ซึ่งต่างก็ทึ่งจนต้องขอถ่ายรูปคู่กับปลากันเป็นแถว

โอโทโร่,ชูโทโร่,อะกะมิ
       ส่วนเมนูพิเศษในวันนั้นมี ด้วยกัน 8 เมนู ที่ล้วนใช้เนื้อปลาจากฮงมากูโรมาทำทั้งซาชิมิ ปิ้ง ย่าง ไปจนถึงสลัด ประเดิมจานแรกที่เสิร์ฟก็ต้อง “โทโร่” หรือส่วนเนื้อท้องของปลา ซึ่งถือว่าเป็นส่วนที่อร่อยที่สุดและแพงที่สุดเช่นกัน โดยเฉพาะ “โอโทโร” เป็นส่วนที่มีน้อยที่สุดแต่อร่อยที่สุด เชฟบรรณฑูร แล่เนื้อโอโทโรชิ้นเกือบเท่าฝ่ามือหนาเกือบครึ่งนิ้ว เห็นลายหินอ่อนของเนื้อสีส้มอมชมพูสลับกับมันสีสวยมากๆ เวลาเนื้อโอโทโรอยู่ในปากแล้วสมกับราคาจริงๆ เพราะให้ทั้งความหอมจากไขมัน เนื้อหวานนุ่มลิ้นจนแทบละลาย ที่สำคัญคือ ไม่มีกลิ่นคาวให้ระคายลิ้นเลย
       จากนั้นก็เป็น โทโรซาชิมิ ที่รวมเอาเนื้อท้องทั้ง 3 ส่วนคือ โอโทโรเป็นเนื้อท้องส่วนหน้า ซูโทโรเป็นเนื้อท้องส่วนหลัง มาเปรียบเทียบกับอากามิ คือส่วนที่เป็นเนื้อสีแดงๆ ซึ่งถือเป็นส่วนที่เหลือ
       ที่เหลือก็นำเนื้อปลามาทำเป็นซูชิคำโตๆ ในสไตล์ของร้านนี้ ที่มีชื่อเรื่องซูชิและซาชิมิคำโตๆ กินแบบได้เนื้อเต็มปากเต็มคำ

อะบุริมากุ
       สลัดปลาที่ใช้ส่วนต่างๆ ของปลามาทำ ที่พิเศษของร้านนี้คือ “น้ำสลัด” หลากหลายรสชาติที่คิดค้นสูตรเฉพาะของร้าน ซึ่งล้วนอร่อยและเข้ากันดีกับสลัดทุกประเภท
       ลองชิมเนื้อปลาทุกส่วนที่นำ มาย่าง ไม่ว่าจะเป็น โอโทโร ชูโทโร เซโทโร และอะกะมิ ล้วนแล้วแต่อร่อย โดยเฉพาะ โอโทโรนั้นบรรดาเพื่อนๆทั้งโต๊ะ บอกเป็นเสียงเดียวกันว่ารสชาติและความนุ่มเหมือนกำลังกินเนื้อมัตสึซากะเลย ทีเดียว
       รวมๆ แล้วทั้ง 8 เมนูปลาที่เสิร์ฟมานั้น บรรดาลูกค้าทั้งร้านกินกันแบบลืมตายทีเดียว สรุปแล้ววันนั้นลูกค้าสวาปามฮงมากูโรกันไป 1/4 ของทั้งตัว เรียกได้ว่าครีบแทบจะงอกออกมากันเลย

เนื้อส่วนหัวย่างเกลือ
       แม้ว่าร้านHonmono จะเพิ่งเปิดให้บริการได้เพียง 1 ปี แต่ชื่อเสียงของร้านนี้กลับเป็นที่รู้จักของบรรดานักชิมทั้งหลาย แบบปากต่อปากบอกกันมา เนื่องจากหุ้นส่วนของร้านคือ 2 เชฟ บรรณ ฑูร ชูผลา และ เชฟบุญธรรม ภาคโพธิ์ ซึ่งเคยเป็นเชฟที่บุกเบิกร้านสึนามิอันโด่งดังของโรงแรมเจดับบลิว แมริออท สุขุมวิท จึงรับประกันความอร่อยได้
       ที่สำคัญคือ “ความสด” ของวัตถุดิบที่จำเป็นมากสำหรับอาหารญี่ปุ่น ดังนั้น ร้านนี้จึงสั่งอาหารสดๆ (แบบชิลแต่ไม่แช่แข็ง) จากญี่ปุ่นสัปดาห์ละ 2 เที่ยว จนเมื่อมีลูกค้าติดใจมากินมากขึ้น เดี๋ยวนี้ต้องสั่งสัปดาห์ละ 5 เที่ยว ทำให้ยิ่งได้อาหารสดยิ่งขึ้น
       ใครอยากพิสูจน์ความ สดของร้านนี้ แวะไปได้ที่ ซ.ทองหล่อ 23 เปิดบริการวันธรรมดา 17.30-24.00 น. เสาร์-อาทิตย์ เพิ่มรอบ 11.30-14.00 น. (0-2185-1447) หรือสาขาใหม่ที่ชั้น 3 เซ็นทรัลชิดลม

       **เฉพาะราคาอาหารใน วันนั้น 1 หมื่นบาท นอกจากจะได้ชิมฮงมากูโรแบบไม่อั้นแล้ว บรรดาเมนูปกติทุกอย่างก็สามารถสั่งมาลิ้มลองได้หมด(ยกเว้นเนื้อมัตสึซากะ) ส่วนวันปกติก็ราคาเหมือนเดิมตามที่ระบุในเมนู
      

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์

果物 [kudamono]

ความหมาย : ผลไม้