บีโอไอศึกษาความเป็นเลิศของ OVOP ญี่ปุ่น ต้นฉบับ OTOP ของไทย

บีโอไอศึกษาความเป็นเลิศของ OVOP ญี่ปุ่น ต้นฉบับ OTOP ของไทย

ทันข่าวญี่ปุ่น 12 กันยายน 2553

Views : 4274


โออิตะ เป็นจังหวัดเล็กๆ บนเกาะคิวชู (Kyushu) ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่นใกล้กับไต้หวันและเกาหลี ซึ่งในอดีตเป็นเขตที่มีประชาชนยากจนและล้าหลัง ประชากรในโออิตะมีรายได้ต่อหัวตํ่าที่สุดในเกาะคิวชู เนื่องจากจังหวัดโออิตะมีพื้นที่ทำการเกษตรเพียงร้อยละ 10 และมีโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรมหลักน้อยกว่าจังหวัดอื่น จากปัญหาข้างต้น ทำให้ประสบปัญหาการอพยพย้ายถิ่นของแรงงานออกจากพื้นที่ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ทำให้ในช่วงหนึ่งประชาชนจังหวัดโออิตะลดลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่งของที่มีอยู่ เดิม
       
       ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งที่เหลืออยู่ยังสู้ไม่ถอย ต้องการพัฒนาเศรษฐกิจในท้องถิ่นให้ดีขึ้น ด้วยการผลิตสินค้าที่ใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะของท้องถิ่นต่างๆ สำหรับในญี่ปุ่นได้ลงรากลึกถึงระดับหมู่บ้าน เรียกว่า “One Village - One Product” (OVOP) สำหรับแหล่งกำเนิด OVOP คือ หมู่บ้านโอยามา ซึ่งเป็นชุมชนที่มีพื้นที่ห่างไกลและมีประชากรเพียง 3,800 คน มีทำเลที่ตั้งอยู่บนภูเขา โดยมีพื้นที่ราบที่อุดมสมบูรณ์สำหรับเพาะปลูกข้าวและเลี้ยงสัตว์น้อยมาก แต่รัฐบาลกลับส่งเสริมให้เกษตรกรแถบนี้เพาะปลูกข้าวและเลี้ยงสัตว์ ซึ่งไม่สอดคล้องกับลักษณะภูมิประเทศ

豊の香梅 (梅干し1kg)

      
       ในปี 2504 ชาวบ้านในหมู่บ้านรวม 1,000 ครัวเรือน จึงได้ริเริ่มโครงการพัฒนาเศรษฐกิจของตนเอง คือ “บ๊วยใหม่และเกาลัด” (New Plum and Chestnut : NPC) ขึ้น เพราะบ๊วยและเกาลัดเป็นพืชที่เหมาะกับสภาพพื้นที่และภูมิอากาศของหมู่บ้าน ก่อให้เกิดรายได้ค่อนข้างสูงแก่ชาวบ้าน และยังให้อัตราผลตอบแทนสูงกว่าข้าวถึงร้อยละ 40 รวมถึงใช้แรงงานน้อยกว่าการปลูกข้าว
       
       ต่อมารูปแบบการพัฒนาของหมู่บ้านโอยามาได้ถูกนำไปปรับใช้เป็นนโยบาย การพัฒนาของจังหวัดโออิตะ ภายใต้นโยบายของผู้ว่าราชการจังหวัดคนใหม่ คือ นายโมริฮิโกะ ฮิรามัทซึ ซึ่งชนะการเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดโออิตะเมื่อปี 2522 โดยเขาเคยรับราชการที่กระทรวงการค้าระหว่างประเทศและอุตสาหกรรม (MITI) ซึ่งปัจจุบัน คือ กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม (METI) จากนั้นดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดโออิตะระหว่างปี 2518-2522 ก่อนชนะการเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดโออิตะติดต่อกัน 6 สมัย ทำให้ดำรงตำแหน่งเป็นเวลายาวนานถึง 24 ปี
       
       เขาได้ประกาศวิสัยทัศน์ที่จะฟื้นฟูและพัฒนาจังหวัดโออิตะ ซึ่งขณะนั้นมีประชากร 1.2 ล้านคน ภายใต้คำขวัญที่ว่า “ความก้าวหน้าควบคู่กันไปทั้งในด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม” (Concurrent Advancement of both Agriculture & Industry) โดยมุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่ซึ่งประชากรลดลง ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่ง ทำให้ OVOP เป็นมากกว่าโครงการเพื่อส่งเสริมการผลิตสินค้าที่มีลักษณะเฉพาะเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงกระบวนการฟื้นฟูชุมชนด้วย ซึ่งประสบผลสำเร็จอย่างมาก โดยเคล็ดลับแห่งความสำเร็จมี 3 ประการ คือ
       
       ประการแรก ท้องถิ่นสู่สากล (Local to Global)กล่าวคือ คิดในระดับโลก แต่ทำในระดับท้องถิ่น หรือภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่สากล การผลิตสินค้าต้องยังคงกลิ่น สี และวัฒนธรรมของท้องถิ่น ที่สามารถเข้าถึงรสนิยมของผู้บริโภคทั่วประเทศและทั่วโลก ยิ่งเป็นสินค้าที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะถิ่นมากเพียงใด จะยิ่งมีชื่อเสียงก้องโลก ดังนั้น จะต้องผลิตสินค้าไม่ใช่เพียงเพื่อตอบสนองความต้องการของชุมชนเท่านั้น แต่ต้องมีมาตรฐานระดับสูงทั้งในระดับประเทศและระดับสากลด้วย
       
       สินค้า OVOP ที่ผลิตจำหน่ายในญี่ปุ่นจึงไม่ใช่สินค้าคุณภาพต่ำหรือเป็นเพียงของที่ระลึก แก่นักท่องเที่ยวเท่านั้น ต้องเป็นสินค้าที่มีคุณภาพหรือใช้ฝีมือระดับสูง เป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างความภาคภูมิใจให้แก่ผู้ทำการผลิต และสามารถวางจำหน่ายได้ไม่เฉพาะในกรุงโตเกียวเท่านั้น แต่รวมถึงสร้างชื่อเสียงไปทั่วโลก (Global Reputation) โดยนายฮิรามัทซึได้กล่าวอุปมาอุปไมยว่าเหมือนกับต้มยำกุ้งของไทยที่เป็นซุป ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก
       
       ประการที่สอง เสริมสร้างการพึ่งพาตนเอง (Self-reliance) จะ ต้องเป็นอิสระ พึ่งพาตนเอง และคิดอย่างสร้างสรรค์ ประชาชนในท้องถิ่นจะต้องเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะพัฒนาสินค้าใด ซึ่งไม่ได้เกิดจากนโยบายของรัฐไม่ว่าจะเป็นระดับชาติหรือระดับภูมิภาค ทำให้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ กลายเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น เป็นต้นว่า เห็ดหอมแห้ง มะนาวคาโบสุ การท่องเที่ยวที่เมืองยุฟุอิน ดังนั้น รูปแบบ OVOP ของจังหวัดโออิตะจึงนับว่าแตกต่างจากโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ของไทย ที่เกิดขึ้นจากแรงผลักดันและการชี้นำนโยบายของรัฐบาล
       
       ส่วนหน่วยงานรัฐมีหน้าที่เพียงให้การสนับสนุนเทคโนโลยีและการตลาด เท่านั้น โดยบุคคลในภาคราชการที่จะมาให้คำแนะนำนั้น จะต้องมีการควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด ไม่ใช่มีความรู้แบบงูๆ ปลาๆ แต่ต้องสอบผ่านเพื่อให้ได้รับใบอนุญาตก่อน จึงจะมาเป็นที่ปรึกษาให้แก่ผู้ประกอบการเหล่านี้ โดยการเรียนการสอนจะไม่เน้นการสอนในห้องเรียน แต่จะเน้นการไปแนะนำและให้คำปรึกษาในพื้นที่จริง รวมถึงการควบคุมคุณภาพสินค้า OVOP โดยมีวิทยากร เป็นต้นว่า บุคคลที่ประสบผลสำเร็จในธุรกิจจะมาเล่าประสบการณ์
       
       ประการที่สาม การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Development)ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของ OVOP แรงขับเคลื่อนที่แท้จริงของการพัฒนาภูมิภาค คือ “มนุษย์” ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความกล้า ท้าทาย และมีวิสัยทัศน์กว้างไกล จึงจะสามารถเป็นผู้นำกระบวนการพัฒนาในแต่ละชุมชนได้ อันจะทำให้เศรษฐกิจของภูมิภาคพัฒนาไปได้อย่างอัตโนมัติและเป็นธรรมชาติ ดังนั้น คำว่า “ผลิตภัณฑ์” ไม่ได้หมายถึง “สินค้า” เท่านั้น แต่หมายถึงผลิตผลจากความสามารถของมนุษย์ ซึ่งสะท้อนถึงการสร้างทรัพยากรมนุษย์ด้วย
       
       ปัจจุบัน รูปแบบ OVOP ได้แพร่ขยายไปกว่า 3,000 ท้องถิ่นทั่วประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งประเทศต่างๆ เป็นต้นว่า จีน ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย กัมพูชา ลาว มองโกเลีย สหรัฐอเมริกา แม้ว่าวิธีการที่นำไปประยุกต์ใช้จะแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ แต่มีจุดประสงค์ของการนำไปใช้คล้ายคลึงกัน คือ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระดับท้องถิ่น เพิ่มจิตสำนึกของคนในชุมชนให้พัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และขยายโอกาสทางการตลาดจนกระทั่งสามารถส่งออกได้

ที่มา: Manager Online

人形 [nin-gyo]

ความหมาย : ตุ๊กตา