ญี่ปุ่นยัง‘สับสน’เรื่องใช้‘พยาบาลต่างชาติ’ดูแล‘คนชรา’
ทันข่าวญี่ปุ่น
15 สิงหาคม 2553
Views : 3575
Japan befuddled by elderly care debate
By Suvendrini Kakuchi
12/08/2010
สังคมญี่ปุ่นกำลัง
มีประชากรสูงวัยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ด้วยเหตุนี้จึงมีความต้องการคนงานจากแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผู้ทำหน้าที่
ดูแลและพยาบาลผู้สูงอายุมากขึ้นทุกที
แต่ปรากฏว่าคนงานชาวอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ซึ่งทำหน้าที่เหล่านี้มาเป็น
แรมปี ยังคงประสบกับอุปสรรคที่สำคัญยิ่ง
เนื่องจากพวกเขาถูกบังคับให้ต้องเข้าสอบความรู้ภาษาญี่ปุ่นอันแสนยากเย็น
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีเสียงเรียกร้องให้ผ่อนคลายกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดเช่นนี้
ก็กลับถูกตอบโต้จากพวกนักวิจารณ์ชาวญี่ปุ่นที่เสนอความเห็นว่า
การต้อนรับพยาบาลต่างชาติเข้าประเทศมากขึ้นนั้น
เอาเข้าจริงแล้วก็จะไม่สามารถแก้ไขแนวโน้มต่างๆ ในสังคม
ซึ่งกำลังนำไปสู่การทอดทิ้งคนชรา
โตเกียว– วาห์ยุดีน (Wahyudin)
วาดฝันที่จะก้าวสู่ฐานะการเป็นผู้ดูแลคนชราในญี่ปุ่นแบบเต็มขั้นเป็นอย่าง
น้อย
ถ้าหากไม่สามารถไปถึงระดับการเป็นพยาบาลที่มีใบรับรองของทางการแดนอาทิตย์
อุทัย แต่ทว่าก่อนอื่นเลย
คนงานชายชาวอินโดนีเซียผู้นี้จะต้องเข้าสอบเพื่อรับใบรับรองระดับชาติในด้าน
ความรู้ภาษาญี่ปุ่นให้ได้เสียก่อน และนี่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย
หากยังไม่ผ่านเงื่อนไขข้อนี้ วาห์ยุดีนผู้ซึ่งปัจจุบันอยู่ในวัย 29
ปี
และร่ำเรียนเป็นพยาบาลระดับที่ได้รับการจดทะเบียนรับรองจากประเทศบ้านเกิด
ของเขามาแล้ว ก็จะยังคงมีฐานะเป็นเพียงผู้ฝึกงานการเป็นผู้ดูแล
ในสถานดูแลคนชราแห่งหนึ่ง ที่เมืองยามาดะ (Yamada) ในจังหวัดโตคุชิมะ
(Tokushima) ทางภาคตะวันตกของญี่ปุ่นต่อไป
ถึงแม้เขาจะทำงานที่นี่มาเป็นเวลา 2
ปีแล้วนับตั้งแต่ที่เขาเดินทางมายังแดนอาทิตย์อุทัย
“โอกาสที่จะสอบให้ผ่านนั้นมีอยู่น้อยมาก
แต่มันก็ไม่มีหนทางอื่นอีกแล้วที่ผมจะสามารถผลักดันตัวเองให้ก้าวหน้าไปใน
หนทางของอาชีพนี้ และสร้างอนาคตที่มีความมั่นคงขึ้นมา” วาห์ยุดีน
ซึ่งใช้ชื่อเพียงชื่อเดียวตามแบบฉบับของชาวอินโดนีเซียจำนวนมาก
กล่าวแสดงความรู้สึก
ถ้าหากเขาสอบผ่านไปได้
เขาก็จะได้รับฐานะเป็นผู้ดูแลคนชราระดับอาชีพ
ซึ่งจะเปิดทางให้โรงพยาบาลและสถานดูแลคนชราใดๆ
ก็ตามในญี่ปุ่นสามารถว่าจ้างเขาได้
นอกจากนั้นเขายังสามารถคาดหวังได้ว่าจะได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น
การจัดสอบความรู้ภาษาญี่ปุ่นดังกล่าวนี้
ระบุบ่งบอกวัตถุประสงค์เอาไว้ว่า
เพื่อให้เป็นที่มั่นใจว่าผู้ที่ต้องการทำงานระดับสูงขึ้นในญี่ปุ่นจะสามารถ
กลมกลืนเข้าอยู่ในสังคมแดนอาทิตย์อุทัยได้
และมีมาตรฐานทางวิชาชีพอันเป็นที่ยอมรับ อย่างไรก็ดี ในทางเป็นจริงแล้ว
มีชาวต่างชาติน้อยนิดเหลือเกินที่สามารถสอบผ่านได้สำเร็จ เวลานี้
บรรดาบุคคลผู้ทำงานอยู่ในแวดวงคนชราของญี่ปุ่น
ซึ่งกำลังกลายเป็นสังคมที่อายุเฉลี่ยของผู้คนขยับสูงขึ้นด้วยอัตราเร็วจี๋
ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จึงออกมาเรียกร้องกันมากขึ้นๆ ว่า
ถึงเวลาแล้วที่จะต้องพิจารณาทบทวนกฎเกณฑ์ข้อนี้กันใหม่
เมื่อคำนึงถึงสภาพความเป็นจริงที่ญี่ปุ่นต้องการผู้ดูแลคนชราเพิ่มขึ้นอย่าง
รวดเร็วเช่นนี้ โดยที่ผู้ดูแลเหล่านี้จำนวนมากเลยจะต้องมาจากต่างแดน
“การคาดหวังให้ผู้ดูแลและพยาบาลที่เป็นชาวต่างชาติ
ต้องทำข้อสอบที่เป็นภาษาญี่ปุ่นอันแสนยากเช่นนี้ให้ได้
คือการไร้ความยุติธรรม และมีกลิ่นไอของการแบ่งแยกกีดกัน” เป็นคำพูดของ
ซึโตมุ ฟุคุมะ (Tsutomu Fukuma) ผู้ทำหน้าที่เป็นโฆษกให้แก่
สมัชชาบริการด้านสวัสดิการแก่พลเมืองอาวุโสของญี่ปุ่น (Japanese Council
of Senior Citizens Welfare Service)
ซึ่งเป็นองค์กรชั้นนำทางด้านจัดบริการดูแลรักษาพยาบาลคนชราของแดนอาทิตย์
อุทัย
“ระบบกำลังสร้างความผิดหวังให้แก่พวกเขา (คนงานต่างชาติ)
และจำนวนมากทีเดียวกำลังเลิกล้มแผนการที่จะพำนักอาศัยในญี่ปุ่น
ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการเลย” เขากล่าวต่อ
ในทางเป็นจริงแล้ว
ชาวญี่ปุ่นที่ยึดอาชีพเป็นผู้ดูแลคนชราก็กำลังลดน้อยหร่อยหรอลงเรื่อยๆ
เช่นกัน โดยกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการสังคมแถลงตัวเลขว่า
จำนวนคนญี่ปุ่นที่ทำงานเป็นผู้ดูแลคนชราอยู่ในระบบดูแลสุขภาพ
ได้ลดลงมาเหลือ 350,000 คนในปี 2009 จากที่เคยมี 400,000 คนเมื่อ 3
ปีก่อนหน้านั้น ผู้คนเหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่ในวัยกลางคน
ขณะที่ชาวญี่ปุ่นอายุน้อยกว่านั้นจะไม่นิยมเลือกอาชีพประเภทนี้
ปัจจุบันญี่ปุ่นมีประชากรที่อายุเกิน 75 ปีอยู่ราว 13 ล้านคน
หรือเท่ากับประมาณ 10% ของประชากรทั้งประเทศซึ่งมี 127 ล้านคน
คำนวณกันว่าเมื่อถึงปี 2025 หรืออีก 15 ปีข้างหน้า
กลุ่มคนอายุระดับนี้จะขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 22 ล้านคน
และรัฐบาลคาดการณ์ว่าถึงตอนนั้น
ประเทศจำเป็นจะต้องมีคนงานทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลเป็นจำนวนมากกว่า 2 ล้านคน
สภาพการณ์เช่นนี้อธิบายได้ดีถึงเหตุผลที่ญี่ปุ่นกำลังหันไปเสาะ
แสวงหาผู้ดูแลที่เป็นชาวต่างชาติ
ทว่าคนเหล่านี้กลับกำลังพบว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะพำนักอาศัยในแดน
อาทิตย์อุทัยได้นานๆ ในเวลานี้
พยาบาลและผู้ดูแลที่เป็นคนต่างชาติได้รับอนุญาตให้ทำงานในญี่ปุ่นได้อย่าง
มากที่สุดไม่เกิน 3 ปีและ 4 ปีตามลำดับ ระหว่างช่วงเวลาดังกล่าว
พวกเขาจะต้องศึกษาร่ำเรียนภาษาญี่ปุ่น
และจะต้องผ่านการสอบเพื่อรับใบรับรองให้ได้
โดยที่พวกเขาจะมีโอกาสเข้าสอบเพียงคนละครั้งเดียวเท่านั้น
เนื่องจากโดยทางการแล้วญี่ปุ่นเป็นตลาดแรงงานปิด
ดังนั้นจึงไม่ได้มีกฎเกณฑ์ที่ใช้ทั่วไปกับคนงานต่างชาติทั้งหลาย
หากแต่แดนอาทิตย์จะไปทำข้อตกลงกับประเทศต่างๆ เป็นรายๆ ไป
ซึ่งแต่ละประเทศก็อาจจะมีเนื้อหารายละเอียดที่แตกต่างกัน
ถึงแม้โดยสาระสำคัญแล้วจะมีการระบุจำนวนคนในชาตินั้นๆ ในแต่ละปี
ที่จะได้รับอนุญาตให้มาเป็น “ผู้ฝึกงาน” ในญี่ปุ่น
โดยคนเหล่านี้ก็จะพำนักอาศัยในแดนอาทิตย์อุทัยได้ภายในระยะเวลาที่กำหนดเอา
ไว้อย่างชัดเจนเท่านั้น
ตัวอย่างเช่นในกรณีของวาห์ยุดีน
เขาเดินทางมาแดนอาทิตย์อุทัยภายใต้ข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (economic
partnership agreement ใช้อักษรย่อว่า EPA)
ซึ่งญี่ปุ่นกับอินโดนีเซียลงนามกันไว้ในปี 2008
ทั้งนี้ญี่ปุ่นยังทำข้อตกลงทำนองเดียวกันนี้กับฟิลิปปินส์
ซึ่งก็เป็นประเทศที่จัดส่งผู้ดูแลคนชราเข้ามาในแดนอาทิตย์อุทัยรายใหญ่อีก
รายหนึ่ง โดยสัญญาที่ทำกับแดนตากาล็อกนี้เซ็นกันไปเมื่อปี 2006
ปัจจุบันมีชาวอินโดนีเซีย 570 คนและชาวฟิลิปปินส์ 310 คน
กำลังทำงานอยู่ตามสถานพยาบาลหรือบ้านพักคนชราในญี่ปุ่น
เท่าที่ผ่านมามีคนงานต่างชาติรวมทั้งสิ้น 254
คนที่เข้าสอบเพื่อขอใบรับรองความรู้ภาษาญี่ปุ่นสำหรับผู้มีอาชีพประเภทนี้
แต่ปรากฏว่ามีเพียง 3 คน (เป็นชาวอินโดนีเซีย 2 คน และชาวฟิลิปปินส์ 1 คน)
เท่านั้นที่สามารถสอบผ่าน
เวลานี้นอกเหนือจากบุคคลและกลุ่มอื่นๆ แล้ว
คนต่างชาติที่เป็นผู้ดูแลและพยาบาลในญี่ปุ่นซึ่งต้องดิ้นรนหาทางให้ได้รับ
ใบรับรองวิชาชีพ
ก็กลายเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่กำลังพยายามวิ่งเต้นล็อกบี้รัฐบาลแดนอาทิตย์
อุทัย ข้อเรียกร้องเบื้องต้นของพวกเขาคือขอให้ผู้เข้าสอบที่เป็นคนต่างชาติ
สามารถใช้พจนานุกรมในระหว่างการสอบได้
เพื่อช่วยพวกเขาในกรณีที่เจอศัพท์เทคนิคอันไม่คุ้นเคย ตลอดจนตัวอักษรคันจิ
หรือตัวอักษรภาษาจีน ซึ่งเป็น 1 ในตัวอักษร 3
แบบที่มีใช้กันอยู่ในภาษาญี่ปุ่น
แต่นอกเหนือจากเรื่องการเข้าสอบแล้ว
ผู้ดูแลที่เป็นชาวต่างชาติเหล่านี้ยังร้องเรียนในเรื่องที่พวกเขามีเวลาอัน
จำกัดเหลือเกินที่จะทำการศึกษาภาษาญี่ปุ่น
“เป็นเรื่องยากจริงๆ
สำหรับพวกเราที่จะมีความรู้ทางด้านภาษาถึงระดับที่จะสอบผ่านได้”
วาห์ยุดดีนบ่นพึม
พร้อมกับแจกแจงว่าเนื่องจากตารางเวลาทำงานของเขาในแต่ละวันแน่นเอี๊ยด
เขาจึงมีเวลาเพื่อใช้ทบทวนภาษาญี่ปุ่นของเขาได้เพียงแค่วันละราว 1
ชั่วโมงเท่านั้น
เขายังกำลังเข้าเรียนภาษาญี่ปุ่นในชั้นเรียนที่จัดขึ้นอย่างเป็นทางการด้วย
แต่เขาระบุว่าแม้กระทั่งเมื่อเรียนผ่านหลักสูตรภาษาญี่ปุ่นที่ได้รับการ
อุดหนุนจากรัฐบาลแดนอาทิตย์อุทัยเป็นเวลา 6 เดือน
มันก็ยังห่างไกลไม่เพียงพอเลยที่จะใช้ในการสอบ
ในอีกด้านหนึ่ง สังคมญี่ปุ่นกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
และสถานการณ์ของผู้สูงอายุในประเทศนี้ก็สะท้อนให้เห็นค่านิยมที่กำลัง
เปลี่ยนแปลงไปเหล่านี้
โดยที่จะมีผู้ใหญ่ที่อยู่ในวัยหนุ่มสาวจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ
ออกจากบ้านพ่อแม่ที่กำลังแก่เฒ่าลงทุกที เพื่อแยกไปอยู่กันเองต่างหาก
ตามข้อมูลของทางการนั้น ณ เดือนมิถุนายน 2009 ชาวญี่ปุ่นอายุ 65
ปีขึ้นไปที่กำลังอยู่โดยลำพังและไม่มีใครคอยดูแลเลย มีจำนวนกว่า 4.6 ล้านคน
ตัวเลขเช่นนี้สำหรับคนจำนวนมากแล้ว
มันเป็นการตอกย้ำว่าจำเป็นที่จะต้องหาผู้ดูแลคนชราเข้ามาให้มากขึ้น
ทว่าไม่ใช่ทุกคนหรอกที่มีความเห็นอย่างนี้
ศาสตราจารย์ เคโกะ ฮิกูชิ (Keiko Higuchi)
สมาชิกคนหนึ่งในคณะที่ปรึกษาด้านสวัสดิการสังคมของรัฐบาล
บอกว่าระบบการดูแลผู้สูงอายุของญี่ปุ่น
ไม่ควรที่จะมุ่งแสวงหาคนต่างชาติเข้ามาทำหน้าที่เช่นนี้
แต่ควรหันไปส่งเสริมสนับสนุนคนแก่ให้ใช้ชีวิตอย่างเป็นอิสระมากขึ้น
“ดิฉันไม่ได้คัดค้านเรื่องการรับต่างชาติเข้ามาเป็นผู้ดูแลหรือเป็นพยาบาลนะ
คะ แต่ก่อนที่เราจะเริ่มเปิดประตู (ต้อนรับพวกเขา)
ญี่ปุ่นจะต้องทำให้แน่ใจกันเสียก่อนว่า
การดูแลรักษาพยาบาลคนชราของตนจะยังคงมุ่งเน้นไปที่การช่วยเหลือผู้สูงอายุ
เพื่อให้พวกเขาสามารถช่วยเหลือตัวเองได้” เธอกล่าว
ทางด้าน ยูคิโกะ โอคุมะ (Yukiko Okuma)
นักเขียนชื่อดังในเรื่องการดูแลคนชรา ก็มีความเห็นว่า ข้อตกลง EPA
ที่ญี่ปุ่นทำกับอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์
เป็นเพียงเครื่องมือเพื่อการแก้ไขปัญหารีบด่วนเฉพาะหน้าเท่านั้น
“ข้อตกลง EPA ที่ทำกับอินโดนีเซีย
เป็นวิธีแก้ไขอย่างรวดเร็วสำหรับปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่เราเผชิญอยู่ในภาค
สวัสดิการสังคม แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็คือ
เวลานี้เรากำลังมีระบบซึ่งเผชิญความเสี่ยงในเรื่องที่ว่ามาตรฐานด้านการดูแล
รักษาพยาบาลของญี่ปุ่นอาจจะต้องตกต่ำลง
สืบเนื่องจากการต้องรับเอาคนชาติเอเชียต่างๆ เข้ามาในระบบกันมากขึ้น
โดยที่คนชาติเอเชียเหล่านี้เองก็ไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมภายใต้
แผนการเช่นนี้” เธอกล่าว
โอคุมะบอกด้วยว่า
สถานการณ์ในทุกวันนี้ยังควรต้องพิจารณาในแง่ที่มันเป็นผลผลิตของสังคมตาม
ประเพณีของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ผู้หญิง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เป็นภรรยาและเป็นลูกสะใภ้
จะต้องเป็นผู้ทำหน้าที่ดูแลพ่อแม่สามีที่แก่เฒ่าลงทุกที เธอกล่าวว่า
ประเพณีเช่นนี้เองได้นำไปสู่ “ระบบสวัสดิการสังคม (ในญี่ปุ่น)
ที่คนทั่วไปยังไม่ค่อยรับรู้ไม่ค่อยสนใจและได้เงินสนับสนุนต่ำเกินไป”
“ระบบการจัดสวัสดิการให้แก่ผู้สูงอายุของญี่ปุ่น
จะต้องได้รับการพิจารณาว่าเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้นๆ ของประเทศชาติ
คนที่ทำงานอยู่ในระบบนี้ควรได้รับการปฏิบัติอย่างดีด้วยการให้เงินเดือนงามๆ
แก่พวกเขา, ให้ได้หยุดพักผ่อนโดยยังได้รับค่าจ้าง,
ตลอดจนให้ได้ผลประโยชน์อย่างอื่นๆ แบบที่พนักงานลูกจ้างได้กัน
ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นคนญี่ปุ่นหรือเป็นคนเอเชียก็ตามที” เธอบอก
(สำนักข่าวอินเตอร์เพรสเซอร์วิส)