“กร - กฤชพล” คว้าทุนญี่ปุ่น – ทุนยุโรป หวังกลับมาพัฒนากฎหมายไทย

“กร - กฤชพล” คว้าทุนญี่ปุ่น – ทุนยุโรป หวังกลับมาพัฒนากฎหมายไทย

ทันข่าวญี่ปุ่น 5 สิงหาคม 2553

Views : 4609

กฤชพล คมสัตย์ธรรม

หลัง เรียนจบจากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บัณฑิตจบใหม่อย่าง “กฤชพล” ทำตามความฝันแรกของตัวเองด้วยการไปเรียนปริญญาโทด้านกฎหมายที่ประเทศญี่ปุ่นกลับมาทำงานหาประสบการณ์อีก1ปี และกำลังได้ทำตามความฝันที่สอง ด้วยการไปเรียนต่อกฎหมายในยุโรป โดยตั้งความหวังเอาไว้ว่า จะกลับมาเมืองไทยเพื่อพัฒนานักกฎหมายรุ่นใหม่

       
       Life on Campus มีเรื่องราวที่เป็นแรงบันดาลใจดีๆให้กับผู้อ่าน โดยดึง “กฤชพล คมสัตย์ธรรม” หรือ “กร” หนุ่มนิติศาสตร์ดีกรีทุนรัฐบาลญี่ปุ่น แถมพ่วงด้วยทุนสหภาพยุโรปสดๆร้อนๆ มาจับเข่านั่งคุย ถ่ายทอดประสบการณ์และมุมมองดีๆ

       กร เริ่มเล่าถึงประวัติการศึกษาของตนเองว่า หลังจากเรียนจบ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้ว เขาเลือกไปเรียนต่อที่ มหาวิทยาลัยคิวชู (Kyushu University) ประเทศญี่ปุ่น เพราะสนใจประเทศนี้อยู่แล้ว รวมถึงเหตุผลสำคัญ คือ การได้ทุนรัฐบาลญี่ปุ่น
       
       “ทุนรัฐบาลญี่ปุ่นที่ผมได้ เป็นการศึกษาในระดับปริญญาโท 1 ปี เพราะเลือกโปรแกรมที่เป็นหลักสูตรนานาชาติ ไม่ต้องไปเรียนภาษาญี่ปุ่นเพิ่มเติมอีก โดยการขอทุนก็เพียงแค่ส่งเรื่องไปให้มหาวิทยาลัยที่เปิดรับทุนรัฐบาลญี่ปุ่น พิจารณา ดูคะแนนพื้นฐานก็ภาษาอังกฤษ และเกรดเฉลี่ย ซึ่งผมเลือกเรียนในสาขา International Economic and Business Law เพราะผมมองว่า ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในผู้นำกฎหมายของเอเชีย พื้นฐานของประเทศมีการพัฒนาไปมากในด้านนวัตกรรม โดยเฉพาะการเป็นประเทศอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของโลก และส่วนตัวตั้งแต่เด็กๆ ผมได้สัมผัสซึมซับหนังสือการ์ตูน เกมส์ เพลง หรือเทคโนโลยีที่มาจากญี่ปุ่น จึงคิดว่า ประเทศญี่ปุ่นน่าจะโดดเด่นด้านกฎหมายธุรกิจหรือเศรษฐกิจ”
       
       เมื่อถามถึงความแตกต่างของการเรียนการสอนด้านกฎหมาย ระหว่างไทย กับ ญี่ปุ่น กร บอกว่า มีความแตกต่างพอสมควร เพราะที่ประเทศญี่ปุ่นเน้นให้นักศึกษา “คิดวิเคราะห์”
       
       “ก่อน เข้าเรียนเราต้องอ่านหนังสือไปล่วงหน้าตามที่อาจารย์สั่ง เพื่อให้สามารถถกเถียงกับเพื่อนร่วมชั้นในคาบเรียน หรือบางครั้ง อาจารย์จะแนะแนวทางวิเคราะห์ที่นอกเหนือไปจากที่พบในหนังสือ ทำให้ได้ใช้การวิเคราะห์จากกฎหมายที่อ่านมาล่วงหน้าอย่างเต็มที่ ขณะที่การสอนในประเทศไทยยังใช้ระบบอาจารย์เล่าไปเรื่อยๆ นิสิตไม่ต้องคิด วิเคราะห์ มากนัก แต่เน้นการจำและจดคำพูดของอาจารย์ให้ทัน แล้วไปท่องก่อนเข้าห้องสอบ ก็เก็บ A มาได้ง่ายๆ”

       กร เล่าต่อไปว่า เมื่อได้ซึมซัมการเรียนการสอบที่ญี่ปุ่นไป 1 ปี ก็รู้สึกถึงความแตกต่างระหว่างก่อนกับหลังอย่างเห็นได้ชัด คือ เริ่มคิดเองได้แล้ว ไม่ต้องรอให้คนอื่นมาป้อนข้อมูล แต่จะกระตือรือร้นหาหนังสือ หรือบทความที่สนใจมาอ่าน และสามารถโต้แย้งบทความเหล่านั้น โดยใช้เหตุผลที่ดูน่าเชื่อถือและมีน้ำหนักกว่า
       
       เมื่อเรียนจบจากญี่ปุ่น หนุ่มนิติศาสตร์ใช้เวลาทำงานที่เมืองไทยระยะหนึ่ง ก่อนจะสานต่อความฝันของตัวเองจนได้รับทุนสหภาพยุโรป หรือ ทุนอีราสมุสมุนดุส (Erasmus Mundus) ซึ่งเป็นโครงการทุนการศึกษาให้เปล่าของสหภาพยุโรปที่ให้เปิดโอกาสให้นักศึกษา และนักวิชาการทั่วโลกได้ไปศึกษาหรือทำวิจัย
       
       “ความจริงผมก็สนใจทุนนี้มาตั้งแต่สมัยเรียนปริญญาตรีแล้ว แต่คุณสมบัติของสาขาที่ต้องการสมัครนั้น ระบุว่าต้องมีจบปริญญาโทด้านกฎหมายมาก่อนอีก 1 ใบ ผมจึงเลือกทุนรัฐบาลญี่ปุ่นก่อน ส่วนเหตุผลสำคัญที่เลือกทุนอีราสมุสมุนดุส เพราะผมชอบตรงที่ได้มีโอกาสไปเรียนถึง 3 มหาวิทยาลัย ใน 3 ประเทศ ภายในระยะเวลาเพียงแค่ปีเดียว ซึ่งเป็นโอกาสที่โปรแกรมอื่นไม่สามารถให้ได้ แล้วยังเป็น 3 มหาวิทยาลัยชั้นนำของทวีปยุโรปทั้งด้านกฎหมายและเศรษฐศาสตร์ด้วย นอกจากนี้ ผมยังอยากสร้างเครือข่ายกับเพื่อนๆหรืออาจารย์ที่อยู่ในทวีปยุโรปมากกว่า ประเทศสหรัฐอมริกาครับ”
       
       ทั้งนี้ หนุ่มกร ได้รับการติดต่อจาก Erasmus University Rotterdam ประเทศเนเธอร์แลนด์ และ Bologna University ประเทศอิตาลี มาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และกำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการอีก 1 มหาวิทยาลัย โดยจะไปศึกษาต่อในสาขา European Master in Law and Economics
       
       “ข้อดี ของทุนนี้ คือ ครอบคลุมทั้งค่าเล่าเรียน และค่าการดำรงชีวิตอยู่ที่นั่น ทำให้ได้รับอนุญาตวีซ่าง่ายกว่าการออกเงินไปเรียนเอง เพราะผมเป็นคนหนึ่งที่ยอมรับว่าฐานะทางบ้านแค่พอมีพอกิน พ่อแม่คงไม่สามารถจ่ายเงินเป็นล้านๆเพื่อส่งลูกไปเรียนเมืองนอกได้ การได้ทุนจึงเท่ากับเป็นการสร้างโอกาสให้กับเด็กที่มีศักยภาพแต่ไม่มีทุน ทรัพย์เพียงพอ และทุนนี้ ยังเป็นทุนให้เปล่า ไม่มีข้อผูกมัดใดๆทั้งสิ้น ทำให้นักศึกษาสามารถไปทำงานที่ตัวเองอยากทำอย่างแท้จริงได้ ไม่ต้องถูกบังคับทำงานในองค์กรที่ให้ทุนมาเหมือนทุนประเภทอื่นๆ”

       จากการที่มุ่งศึกษาในกฎหมายด้านเศรษฐศาสตร์ ทั้งจากญี่ปุ่น และยุโรป กร อธิบายถึงความสำคัญของสาขานี้ว่า กฎหมายกับเศรษฐศาสตร์ หรือ Law and Economics , Economic Analysis of law หมายถึง การนำหลักเศรษฐศาสตร์มาวิเคราะห์กฎหมาย หรือมีอีกชื่อหนึ่งว่า “นิติเศรษฐศาสตร์”
       
       “การ วิเคราะห์กฎหมายโดยใช้วิธีการวิเคราะห์ที่กฎหมายใช้อยู่ปัจจุบัน ผมคิดว่ายังมีข้อจำกัดบางประการ จึงมีแนวความคิด นำวิชาความรู้ทางเศรษฐศาสตร์มาช่วยวิเคราะห์กฎหมายเพื่อให้ทราบผลกระทบ ที่แท้จริงที่เกิดขึ้นต่อสังคม เพื่อที่จะออกแบบกฎหมายให้มีประสิทธิภาพสูงที่สุด โดยส่วนตัวผมคิดว่า นิติเศรษฐศาสตร์ มีความสำคัญมากต่อพัฒนาการทางกฎหมายในโลกปัจจุบัน ต้องยอมรับว่า มีหลายครั้งที่กฎหมายที่บังคับใช้กลับให้ผลลัพธ์ต่อสังคมแตกต่างกับ เจตนารมณ์ของกฎหมายที่ผู้ร่างต้องการ ดังนั้น การที่นักกฎหมายยืมเครื่องมือวิเคราะห์ของเศรษฐศาสตร์มาใช้ จึงทำให้นักกฎหมายสามารถคาดการณ์ถึงผลกระทบของการบังคับใช้กฎหมายได้ดีขึ้น ครับ”

       นักเรียนทุนนิติศาสตร์ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ในเรื่องการบังคับใช้กฎหมายความรับผิดว่าด้วยความเสียหายที่เกิดจากสินค้า ไม่ปลอดภัย
       
       “นัก กฎหมายมีเจตนารมณ์ต้องการให้ผู้ประกอบการรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นจาก การใช้สินค้าโดยปกติ นี่เป็นความคิดของนักกฎหมายนะครับ แต่ถ้าวิเคราะห์โดยใช้หลักการทางเศรษฐศาสตร์ เราจะพบว่า ผลกระทบของการออกกฎหมายนี้มาใช้ คือ ผู้ประกอบการจะเห็นว่า ความรับผิดชอบที่มากกว่าเดิม เป็นต้นทุนของประกอบการอย่างหนึ่งไปด้วย ซึ่งผู้ประกอบการจะผลักภาระต้นทุนส่วนนี้มาให้ผู้บริโภค นั่นจึงเท่ากับว่า ในระยะยาว กฎหมายนี้ทำให้สินค้ามีราคาแพงขึ้นกว่าเดิม ส่วนค่าเสียหายที่ผู้ประกอบการชำระแก่ผู้บริโภค ก็คือเงินของส่วนต่างที่ผู้บริโภคทุกคนต้องจ่ายแพงขึ้นนั่นเอง ดังนั้นเมื่อนักกฎหมายทราบเช่นนี้แล้ว ก็อาจปรับเปลี่ยนบทบัญญัติแห่งกฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการทาง เศรษฐศาสตร์ และทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ตรงตามความต้องการมากขึ้น”
       
       ว่าที่ดีกรีปริญญาโทจากสองทวีป สรุปส่งท้ายถึงอนาคตว่า เมื่อเรียนจบกลับมา อยากจะเขียนบทความลงวารสารกฎหมาย หรือทำ blog ของตัวเองเพื่อให้ความรู้ทางนิติเศรษฐศาสตร์แก่นักกฎหมายรุ่นใหม่ๆ
       
       “ผม คิดว่านักกฎหมายรุ่นเก่าๆบางส่วน จะไม่ค่อยยอมรับสหวิทยาการเท่าไร แต่ผมมองว่าหลักการเหล่านี้ มีประโยชน์มากต่อการนำกฎหมายมาใช้ในอาชีพที่ตัวเองทำในอนาคต ซึ่งมีประโยชน์ต่อทั้งผู้ที่ทำอาชีพร่างกฎหมาย ปรับใช้กฎหมาย และบังคับใช้กฎหมายด้วยครับ ผมอยากให้นักกฎหมายรุ่นใหม่คิดเป็น อย่ามองกฎหมายแค่ที่ตัวอักษรแล้วก็จบ แต่ต้องมองกฎหมายให้ทะลุ ถึงผลกระทบของกฎหมายในท้ายที่สุดด้วยว่าเป็นอย่างไร กฎหมายจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมประชาชนได้แค่ไหน กฎหมายแบบไหนที่ให้ประโยชน์กับใครที่แท้จริง หรือกฎหมายแบบไหนที่ให้ประโยชน์แก่สังคมได้สูงสุด” นักนิติศาสตร์หนุ่ม กล่าวอย่างมุ่งมั่น


ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์

頭痛がする [Zutsuugasuru]

ความหมาย : ปวดหัว