กิโมโน

กิโมโน

ข้อมูลญี่ปุ่น 5 สิงหาคม 2553

Views : 6829


   ในภาษาญี่ปุ่น กิโมโน แปลได้ว่า เครื่องนุ่งห่ม และ ต่อมาจึงกลายเป็นชื่อชุดประจำชาติญี่ปุ่นที่รู้จักกันดี ประวัติ ความเป็นมาของกิโมโน นั้นมีมาอย่างยาวนาว นับตั้งแต่สมัยนารา ปีค.ศ. 710 - 794 ก่อนที่ชุดกิโมโนจะเป็นที่นิยม ชาวญี่ปุ่นมักจะแต่งชุดที่เป็นผ้าชิ้นเดียวกันหรือไม่ก็จะเป็นชุดที่มีความ เหมือนกันทั้งท่อนบนและล่าง ต่อมาเพื่อให้ง่ายต่อการสวมใส่ในสมัยเฮอันตั้งแต่ปี ค.ศ.794 พวกเขาจึงตัดผ้าเป็นเส้นตรง เพื่อให้ง่ายต่อการสวมใส่ และปรับเปลี่ยนเนื้อผ้าได้ตามแต่สภาพอากาศ ด้วยความสะดวกต่อการสวมใส่เช่นนี้เองจึงทำให้กิโมโน แพร่หลายไปได้อย่างรวดเร็ว

       กิโมโนจะมีความแตกต่างกันในแต่ละยุคสมัย ในยุคเฮอัน กิโมโนจะเป็นชุดของจักรพรรดิ ขุนนางและข้าในวังเท่านั้น เรียกว่า กิโมโนจุนิฮิโตเอะ ซึ่งจะมีความยาวหลายเมตร เนื้อผ้าเป็นไหมโชว์การตัดเย็บและศิลปะการทำลวดลายบนผืนผ้า ยิ่งมีความยาวและสวยงามมากแค่ไหน ก็ยิ่งแสดงถึงความมั่งคั่งมากเท่านั้น กิโมโนเสื้อคุลมชั้นนอกสุดจะทอหรือปักลวดลายงามวิจิตรพิสดารมาก ยิ่งถ้าเป็นชุดของนางสนมหรือนางกำนัลในวังกิโมโนยิ่งต้องมีจำนวนชั้นที่ซ้อน ทับกันมากๆ หญิงชาวญี่ปุ่นมีความนิยมสวมกิโมโนหลายชั้นต่างสีและจัดปกเสื้อกับชายแขน เสื้อให้เรียงซ้อนลดหลั่นเพื่ออวดสีที่ไล่เรียงกันอย่างงดงาม หญิงชั้นสูงจะสวมใส่กิโมโนถึงสิบสองชั้น และว่ากันว่าแต่ละชั้นนั้นหนักถึง หนึ่งกิโลกรัมทีเดียว


       ในยุคคามาคุระปีค.ศ.1338 ทั้งหญิงและชายต่างก็นิยมสวมใส่กิโมโนที่มีสีสันฉูดฉาดมากๆ เพื่อแสดงถึงความเป็นผู้นำแต่ประชาชนทั่วไปไม่นิยมการประดับตกแต่งกิโมโน กระทั่งในยุคที่ชนชั้นนักรับหรือซามุไรมีอิทธิพลสูงขึ้นในสังคม
       
       ในยุคเอโดะ ค.ศ.1600 ถึง 1615 ช่วงที่โทกุงาวะซึ่งเป็นขุนศึกได้ขึ้นเป็นโชกุน กุมอำนาจทางการเมืองและย้ายศูนย์การบริหารบ้านเมืองจากเกียวโตที่เป็นเมือง หลวงเดิมและเป็นที่ประทับของพระจักรพรรดิไปอยู่ที่เอโดะ สร้างปราสาทเอโดะที่ยิ่งใหญ่ขึ้น และรับอิทธิพลของขงจื้อ แบ่งคนออกเป็นชนชั้น ในยุคนี้เองคนทั่วไปเริ่มแสดงสถานะทางสังคมของตัวเองด้วยกิโมโน ที่จะแตกต่างกันด้วยเนื้อผ้า สีสันและการประดับตกแต่ง กิโมโนเริ่มถูกพัฒนาให้กลายเป็นแฟชั่น โดยเฉพาะผ้าคาดเอวหรือ โอบิ จะมีการดัดแปลงและเพิ่มวิธีการผูกแบบใหม่ๆ ขึ้นมามากมาย
       
       ตัวนักรบเองในแต่ละสำนักก็จะแต่งตัวแบ่งแยกตามกลุ่มของตัวเองเรียก ว่าเป็นชุดเครื่องแบบ ที่แบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ ชุดกิโมโน ชุดคามิชิโม ตัดเย็บด้วยผ้าลินินใส่คลุมกิโมโนเพื่อให้ดูไหล่ตั้งและกางเกงขายาวที่ดู เหมือนกระโปรงแยกชิ้นเรียกว่า ฮากามะ แต่เดิมฮากามะถูกออกแบบมาเพื่อซามุไร เพื่อป้องกันท่อนขาจากการเสียดสีเมื่อขี่ม้า ชุดกิโมโนของซามุไรนั้นต้องประณีตที่สุด กระทั่งถือเป็นผลงานศิลปะชิ้นหนึ่งเลยทีเดียว



ในสมัยเมจิปีค.ศ.1868 ญี่ปุ่นเริ่มได้รับอิทธิพลจากต่างชาติมากขึ้น จึงค่อยๆเปลี่ยนมาสวมใส่ชุดสากลในชีวิตประจำวันและจะสวมกิโมโนต่อเมื่อมีงาน ที่เป็นพิธีการเท่านั้น
       
       จะว่าไปกิโมโนก็ไม่ได้เลือนหายไปจากสังคมญี่ปุ่นเสียเดียว เพราะทุกวันนี้ยังมีผู้นิยมสวมใส่อยู่ อย่างเช่นกิโมโนสิบสองชั้นสำหรับชนชั้นสูงนั้นก็ถูกปรับให้เหลือเพียงหกชั้น และถูกสงวนไว้สำหรับเชื้อพระวงศ์เท่านั้น โดยจะสวมใส่ในงานพระราชพิธีหรืองานแต่งงานแบบราชสำนัก ส่วนคนทั่วไปจำนวนชั้นของกิโมโนก็ลดลงตามลำดับฐานะทางสังคม รูปทรงมีความกระชับมากขึ้น แต่กระนั้นก็ยังถือว่าเป็นอาภรณ์ที่สวมใส่ยากขนาดต้องมีโรงเรียนสอนการสวม ใส่ โอคิซึเตะ ที่สอนทั้งการสวมใส่ รับซ่อมแซมและเก็บรักษาด้วย กล่าวกันว่าต้องใช้เวลาเรียนกันถึงปีทีเดียวกว่าจะสวมใส่กิโมโนได้อย่างถูก ต้อง เพราะการสวมใส่หนึ่งครั้งต้องใช้เวลาเกือบสองชั่วโมง
       
       แต่ที่เราเห็นในช่วงเทศกาลโดยเฉพาะฤดูร้อนของชาวญี่ปุ่นในทุกวันนี้ มักจะเป็นชุดยูกาตะ หรือ ฮัปปิ ฮันเต็น ยูกาตะ ถือว่าเป็นกิโมโนแบบลำลองไม่เป็นทางการ ส่วนใหญ่ทำจากผ้าฝ้ายโปร่งสวมสบาย เวลาที่นักท่องเที่ยวไปเยือนญีปุ่นและพักตามเรียวกังมักจะมี ชุดยูกาตะไว้รับรองด้วยเช่นกัน

  ทุกวันนี้หากใครมีโอกาสไปเยือน ญี่ปุ่นในช่วงเทศกาลต่างๆ เราจะยังเห็นหนุ่มสาวสวมชุดประจำชาติของพวกเขาที่ดูแล้วไม่รู้สึกขัดตาหรือ รู้สึกว่าเขาฝืนที่จะสวมใส่ บางครั้งก็อดคิดเล่นๆ ไม่ได้ว่า ชุดยูกาตะช่างเหมาะเจาะกับผมทรงพั้งค์ของพวกเขาเสียเหลือเกิน.

โดย นพวรรณ สิริเวชกุล


ที่มา: http://www.manager.co.th

運動 [un-dou]

ความหมาย : การออกกำลังกาย