สื่อดังญี่ปุ่นแนะอุตสาหกรรมของปท. รื้อระบบการผลิตที่กระจุกอยู่ในไทย
ทันข่าวญี่ปุ่น
8 พฤศจิกายน 2554
Views : 2816
ASTVผู้จัดการรายวัน – โยมิอูริ ชิมบุง หนังสือพิมพ์ขายดีที่สุดในญี่ปุ่น ออกบทบรรณาธิการในฉบับวันศุกร์(4)ที่ผ่านมา พูดถึงแนวทางการปรับตัวของผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมการผลิตของแดนอาทิตย์อุทัย ซึ่งได้รับความเสียหายมากมายจากภัยน้ำท่วมในประเทศไทย โดยระบุว่าสิ่งแรกที่จะต้องกระทำย่อมเป็นเรื่องการฟื้นฟูการดำเนินงาน และการสร้างระบบการผลิตขึ้นมาใหม่โดยเร็วที่สุด แต่พร้อมกันนั้นก็ต้องทบทวนระบบการผลิตในปัจจุบัน ซึ่งมีการกระจุกโรงงานและห่วงโซ่อุปทานด้านชิ้นส่วนเอาไว้ในประเทศไทยอย่างมากมาย พร้อมกับแนะให้ย้ายศูนย์การผลิตบางส่วนไปยังทำเลอื่นๆ อาทิ อินโดนีเซีย และเวียดนาม
ในบทบรรณาธิการที่ใช้ชื่อว่า “Thai floods should spur firms to review production system” (น้ำท่วมไทยควรกระตุ้นให้บริษัทต่างๆ ทบทวนระบบการผลิต” โยมิอูริ ชี้ว่า อุทกภัยในไทยที่ยังไม่ได้ยุติลงนั้น กำลังบังคับให้พวกโรงงานอุตสาหกรรมการผลิตของญี่ปุ่นต้องลดการผลิตลงอย่างฮวบฮาบ ในการนี้ เมื่อผนวกกับปัญหาพื้นฐานที่เรื้อรังคือปัจจัยค่าเงินเยนทะยานสูง มหันตภัยน้ำท่วมย่อมจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อยอดขายและผลประกอบการปลายปีแน่นอน
ที่ผ่านมาบริษัทผู้ผลิตรายยักษ์ของญี่ปุ่นจำนวนมากเดินยุทธศาสตร์กระจุกโรงงานและห่วงโซ่อุปทานด้านชิ้นส่วนและอะไหล่เอาไว้ในเมืองไทย แต่เมื่อเหตุการณ์ล่วงเลยมาถึงวันนี้ การเดินยุทธศาสตร์ดังกล่าวได้แว้งกลับมาเล่นงานบริษัทเข้าแล้ว
นอกจากการลดการผลิตลงแรงๆ แล้ว สิ่งที่ต้องทำให้เรียบร้อยไม่ว่าจะลำบากยากเข็ญเพียงใดก็ตามคือ การฟื้นฟูสายงานภาคปฏิบัติการขึ้นมาโดยเร็วที่สุด พร้อมกับสร้างระบบการผลิตขึ้นมาใหม่
สำหรับภาคการผลิตที่โยมิอูริ เน้นพิเศษคือ ผู้ผลิตรถยนต์ โดยบรรณาธิการชิ้นนี้ชี้ว่า โรงงานของบริษัทฮอนด้า มอเตอร์กลายเป็นโรงงานใต้บาดาล ซึ่งทำให้โรงงานของค่ายนี้จะไม่สามารถทำการผลิตได้นานราว 6 เดือน ดังนั้น น้ำท่วมจึงเป็นต้นเหตุให้ระบบการผลิตใหญ่ของฮอนด้าสูญเสียอุปทานด้านชิ้นส่วนอะไหล่จากไทย บังคับให้ฮอนด้าต้องหั่นปริมาณการผลิตในบรรดาโรงงานที่ญี่ปุ่นและอเมริกาเหนือด้วย
ส่วนสำหรับค่ายโตโยต้า มอเตอร์ ก็ได้หยุดการผลิตในโรงงานที่ไทยเช่นกัน เพราะประสบอุปสรรคในการได้ชิ้นส่วนอะไหล่จากซัปพลายเออร์ทั้งหลาย ในการนี้ โตโยต้าก็จำจะต้องลดปริมาณการผลิต ณ โรงงานในอเมริกาเหนือ ตลอดจนในพื้นที่อื่นๆ ทั่วโลก
**ระบบ Just-in-time พ่นพิษ**
โยมิอูริชี้ว่า พวกผู้ผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่นต่างหันมาใช้ระบบการผลิต ขนส่ง และปล่อยขายแบบคำนวณให้พอดิบพอดี ซึ่งทำให้ปริมาณสินค้าในสต็อกมีน้อยที่สุด เพื่อประหยัดต้นทุนแบบรัดเข็มขัดสุดๆ ซึ่งเรียกกันว่าระบบ Just-in-time ทั้งนี้ มีการนำระบบนี้มาใช้กันอย่างจริงจังในการบริหารเครือข่ายการป้อนชิ้นส่วนภายในประเทศไทย
ที่ผ่านมา สไตล์การบริหารอันทรงประสิทธิภาพนี้ ช่วยทวีพลังการแข่งขันให้แก่ค่ายผู้ผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม เมื่อต้องเผชิญกับการบริหารจัดการในยุคยามที่สายปฏิบัติการได้รับความเสียหายจากหายนภัยต่างๆ ระบบ Just-in-time ย่อมสามารถจะกลายเป็นจุดบอดอย่างฉกรรจ์ ดังที่ได้ปรากฏให้เห็นในหลายๆ เดือนหลังจากที่ซีกตะวันออกของประเทศญี่ปุ่นถูกเล่นงานด้วยภัยแผ่นดินไหวครั้งมหาวินาศ โดยภัยพิบัติดังกล่าวทำให้ระบบป้อนอุปทานมีอันที่จะต้องชะงักงัน
นอกจากกรณีของการผลิตยานยนต์แล้ว ยังมีอุตสาหกรรมอื่นอีกมากที่เผชิญปัญหาในลักษณาการเดียวกัน อาทิ การสะดุดคะมำในสายโซ่อุปทาน ที่ทำให้เกิดความล่าช้าในการผลิตสินค้านานาประเภท จนกระทั่งบีบให้โตชิบ้า และโซนี่ ต้องยอมเลื่อนการเปิดตัวสินค้ากลุ่มตู้เย็นและกล้องดิจิตอล ในเวลาเดียวกัน มีแนวโน้มว่าจะเกิดปัญหาความขาดแคลนหัวอ่านฮาร์ดดิสก์ HDDs ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญยิ่งในการผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์ และในปลายปีนี้ยอดขายของค่ายผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลทั้งหลายต้องถูกกระทบอย่างแน่นอน
บทบรรณาธิการของโยมิอูริ ได้อ้างอิงสมุดปกขาวของทางการญี่ปุ่นที่ออกมาเมื่อต้นปีนี้ในประเด็นว่า อุตสาหกรรมการผลิตของแดนอาทิตย์อุทัย ขาดการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์หนักๆ ที่ทำให้ระบบจัดหาชิ้นส่วนเกิดปัญหาชะงักงัน โดยผลการเซอร์เวย์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ชี้ว่ามากกว่า 90% ของบริษัทที่ตอบแบบสอบถาม ยอมรับว่าพวกตนขาดมาตรการแก้ปัญหาที่เพียงพอ
**ดึงอะไหล่จากแหล่งอื่นทดแทน**
โยมิอูริเสนอว่าบรรดาผู้ผลิตภาคอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากน้ำท่วมทั่วไทยครั้งนี้ ควรมุ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อให้ระบบปฏิบัติการในโรงงานสามารถเดินหน้าได้ ด้วยการจัดซื้อชิ้นส่วนทดแทนจากแหล่งอื่นๆ ทั้งในญี่ปุ่นเอง ในจีน และในแหล่งต่างๆ พร้อมกับให้การสนับสนุนการฟื้นตัวในโรงงานของซัปพลายเออร์ของพวกตน
ในเวลาเดียวกัน ก็จะต้องพัฒนาระบบป้อนชิ้นส่วนที่สามารถมาทดแทนส่วนที่ขาดแคลนได้อย่างไม่ยากนัก อีกทั้งบริหารสินค้าคงคลังให้เหมาะสมมากขึ้น
กลยุทธ์อื่นๆ ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ บริษัทเหล่านี้จะต้องทบทวนระบบการผลิตที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบัน โดยย้ายศูนย์การผลิตบางส่วนไปยังทำเลอื่นๆ อาทิ อินโดนีเซีย และเวียดนาม นอกจากนั้น ยังจะต้องพิจารณาแนวทางที่จะป้องกันปัญหาด้วยการเพิ่มฐานการผลิตภายในญี่ปุ่นเอง