ญี่ปุ่น-อียูเห็นพ้องเริ่มเจรจาทำข้อตกลงการค้าเสรี

ญี่ปุ่น-อียูเห็นพ้องเริ่มเจรจาทำข้อตกลงการค้าเสรี

ทันข่าวญี่ปุ่น 29 พฤษภาคม 2554

Views : 2761

ที่ประชุมสุดยอดอียู-ญี่ปุ่นครั้งที่ 20 ในกรุงบรัสเซลส์

บรรดาผู้นำของสหภาพยุโรป (อียู) และญี่ปุ่น สามารถตกลงกันได้ในวันเสาร์(28) ที่จะเริ่มต้นการเจรจาหารือเพื่อไปสู่การทำข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) มูลค่านับแสนล้านยูโร ซึ่งจะเชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 3 ของโลกอย่างแดนอาทิตย์อุทัย เข้ากับตลาดใหญ่ที่สุดในโลกอย่างอียู
       
       การตัดสินใจที่จะเปิดการเจรจาเบื้องต้น เพื่อนำไปสู่ข้อตกลงการค้า ตลอดจนสำรวจหาลู่ทางในการทำสัญญาผูกพันทางการเมืองระหว่างกันฉบับใหม่คราว นี้ ได้รับการประกาศออกมา ณ การประชุมสุดยอดระหว่างเหล่าผู้นำของอียู กับนายกรัฐมนตรี นาโอโตะ คัง ของญี่ปุ่น
       
       “เรายังจะต้องเดินกันไปอีกไกล แต่เวลานี้วัตถุประสงค์มีความชัดเจนแล้ว” เฮอร์มาน ฟาน รอมปุย ประธานอียู กล่าวภายหลังการเจรจาที่ปราสาทเก่าแก่ชานกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม
       
       “เมื่อคู่ค้าใหญ่ที่สุดในโลก 2 รายประกาศยืนยันร่วมกันถึงเจตนารมณ์ของพวกเขาที่จะทำงานเพื่อไปสู่ข้อตกลง การค้าเสรี เรื่องนี้ก็ต้องถือว่าเป็นการก้าวไปข้างหน้าก้าวใหญ่” เขากล่าวต่อ
       
       ตามคำแถลงร่วมที่ออกมาภายหลังการประชุมระบุว่า ทั้งสองฝ่าย “เห็นพ้องกันให้เริ่มต้นกระบวนการของการเจรจาเพื่อก่อให้เกิดข้อตกลงการค้า เสรี (เอฟทีเอ) ที่มีความลึกซึ้งและรอบด้าน” พร้อมๆ ไปกับการหาทางทำ “ข้อตกลงผูกพันซึ่งครอบคลุมทั้งความร่วมมือทางการเมือง, ระดับโลก, และภาคส่วนอื่นๆ”
       
       การเจรจาดังกล่าวเหล่านี้สามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่ปีหน้า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสำเร็จของ “การหารือเกี่ยวกับขนาดขอบเขต” ที่จะต้องทำความเข้าใจกันให้ได้ก่อน อันได้แก่การทำความตกลงกันเกี่ยวกับเป้าหมายในด้านต่างๆ เพื่อให้เป็นที่แน่ใจว่าทั้งสองฝ่ายมีความเป็นห่วงและมีความมุ่งมาตรปรารถนา อย่างเดียวกัน การทำความเข้าใจกันนี้สามารถเริ่มต้นได้ทันที
       
       ภายหลังที่ญี่ปุ่นประสบภัยพิบัติแผ่นดินไหว-คลื่นยักษ์สึนามิ-วิกฤต นิวเคลียร์ 3 ด้านซ้อนๆ ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ยุโรปก็มีการขยับตัวเพื่อสนองตอบเสียงเรียกร้องของญี่ปุ่นที่ขอให้ผ่อนคลาย คำสั่งห้ามนำเข้าอาหารจากแดนอาทิตย์อุทัย ขณะเดียวกันก็ให้สัญญาที่จะร่วมมือกันในการส่งเสริมมาตรฐานระหว่างประเทศที่ มีความเข้มงวดยิ่งขึ้นในเรื่องความปลอดภัยทางนิวเคลียร์
       
       ส่วนทางญี่ปุ่นซึ่งเผชิญกับผลกระทบกระเทือนทางเศรษฐกิจจากภัยพิบัติ 3 ด้าน จึงเกิดเป็นแรงขับดันที่มุ่งมั่นจะให้ได้ข้อตกลงการค้าที่ดีขึ้นกว่าเดิมกับ ทางประชาคมที่ประกอบด้วย 27 สมาชิกและจำนวนประชากรราว 500 ล้านคนแห่งนี้ ทั้งนี้ในปีที่แล้ว อียูก็เพิ่งทำข้อตกลงเอฟทีเอกับทางเอเชียเป็นฉบับแรก ซึ่งก็คือกับเกาหลีใต้ ที่ถือเป็นคู่แข่งสำคัญของโตเกียว
       
       ภายหลังการประชุมหารือคราวนี้ นายกรัฐมนตรีคังได้กล่าวแสดงความยินดีที่จะมีการเจรจาทำเอฟทีเอกับอียู อันเป็นสิ่งที่ญี่ปุ่นเรียกร้องมานานแล้ว พร้อมกับวาดหวังว่า จะต้องสามารถทำข้อตกลงที่เป็นการสถาปนาหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่มีความใหญ่โตก ว้างขวางได้อย่างแน่นอน
       
       อย่างไรก็ตาม ฝ่ายอียูย้ำว่ายังจำเป็นต้องทำอะไรอีกมาก เพื่อเอาชนะเสียงร้องทุกข์ของพวกธุรกิจยุโรปที่ว่า ยังคงมีอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่น
       
       เป็นต้นว่า ยุโรปร้องเรียนว่าได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมในเรื่องการจัดซื้อจัด จ้างภาครัฐ โดยที่ตามตัวเลขในปี 2007 อียูเปิดให้บริษัทญี่ปุ่นเข้าไปหางานจากการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของยุโรปได้ ในปริมาณเท่ากับ 2.5% ของจีดีพีของอียู ทว่าในช่วงเวลาเดียวกันนี้ ฝ่ายญี่ปุ่นเปิดตลาดนี้ให้แก่พวกบริษัทของอียูเพียง 0.5% ของจีดีพีของญี่ปุ่นเท่านั้น
       
       นอกจากนั้นพวกเจ้าหน้าที่อียูแจกแจงว่า ขณะที่การลงทุนต่างประเทศของทั่วทั้งอียู มีตัวเลขเท่ากับประมาณ 30% ของจีดีพีอียู ทว่าตัวเลขการลงทุนต่างประเทศในญี่ปุ่นมีมูลค่าเท่ากับเพียง 3% ของจีดีพีแดนอาทิตย์อุทัย
       
       ในอีกด้านหนึ่ง ญี่ปุ่นก็ตั้งท่าจะเรียกร้องให้อียูลดภาษีสำหรับสินค้าพวกรถยนต์และทีวีจอแบนของตน
       
       โจเซ มานูเอล บาร์โรโซ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ที่เป็นองค์กรบริหารของอียู มองในแง่ดีว่า เนื่องจากการค้าทวิภาคีระหว่างอียูกับญี่ปุ่นมีมูลค่าปีละ 110,000 ล้านยูโร (ประมาณ 160,000 ล้านดอลลาร์) อยู่แล้ว ดังนั้นถ้าหากสามารถแก้ไขคลี่คลายอุปสรรค์ต่างๆ จนนำไปสู่การค้าเสรีได้แล้ว ก็จะเป็นการปลดปล่อย “ศักยภาพอันใหญ่โต” ให้แก่ธุรกิจของทั้งสองฝ่าย

ที่มา: Manager Online

お手洗い [otearai]

ความหมาย : ห้องน้ำ