ที่ประชุมสุดยอดอียู-ญี่ปุ่นครั้งที่ 20 ในกรุงบรัสเซลส์
บรรดาผู้นำของสหภาพยุโรป (อียู) และญี่ปุ่น สามารถตกลงกันได้ในวันเสาร์(28)
ที่จะเริ่มต้นการเจรจาหารือเพื่อไปสู่การทำข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ)
มูลค่านับแสนล้านยูโร ซึ่งจะเชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 3
ของโลกอย่างแดนอาทิตย์อุทัย เข้ากับตลาดใหญ่ที่สุดในโลกอย่างอียู
การตัดสินใจที่จะเปิดการเจรจาเบื้องต้น เพื่อนำไปสู่ข้อตกลงการค้า
ตลอดจนสำรวจหาลู่ทางในการทำสัญญาผูกพันทางการเมืองระหว่างกันฉบับใหม่คราว
นี้ ได้รับการประกาศออกมา ณ การประชุมสุดยอดระหว่างเหล่าผู้นำของอียู
กับนายกรัฐมนตรี นาโอโตะ คัง ของญี่ปุ่น
“เรายังจะต้องเดินกันไปอีกไกล
แต่เวลานี้วัตถุประสงค์มีความชัดเจนแล้ว” เฮอร์มาน ฟาน รอมปุย ประธานอียู
กล่าวภายหลังการเจรจาที่ปราสาทเก่าแก่ชานกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม
“เมื่อคู่ค้าใหญ่ที่สุดในโลก 2
รายประกาศยืนยันร่วมกันถึงเจตนารมณ์ของพวกเขาที่จะทำงานเพื่อไปสู่ข้อตกลง
การค้าเสรี เรื่องนี้ก็ต้องถือว่าเป็นการก้าวไปข้างหน้าก้าวใหญ่”
เขากล่าวต่อ
ตามคำแถลงร่วมที่ออกมาภายหลังการประชุมระบุว่า ทั้งสองฝ่าย
“เห็นพ้องกันให้เริ่มต้นกระบวนการของการเจรจาเพื่อก่อให้เกิดข้อตกลงการค้า
เสรี (เอฟทีเอ) ที่มีความลึกซึ้งและรอบด้าน” พร้อมๆ ไปกับการหาทางทำ
“ข้อตกลงผูกพันซึ่งครอบคลุมทั้งความร่วมมือทางการเมือง, ระดับโลก,
และภาคส่วนอื่นๆ”
การเจรจาดังกล่าวเหล่านี้สามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่ปีหน้า
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสำเร็จของ “การหารือเกี่ยวกับขนาดขอบเขต”
ที่จะต้องทำความเข้าใจกันให้ได้ก่อน
อันได้แก่การทำความตกลงกันเกี่ยวกับเป้าหมายในด้านต่างๆ
เพื่อให้เป็นที่แน่ใจว่าทั้งสองฝ่ายมีความเป็นห่วงและมีความมุ่งมาตรปรารถนา
อย่างเดียวกัน การทำความเข้าใจกันนี้สามารถเริ่มต้นได้ทันที
ภายหลังที่ญี่ปุ่นประสบภัยพิบัติแผ่นดินไหว-คลื่นยักษ์สึนามิ-วิกฤต
นิวเคลียร์ 3 ด้านซ้อนๆ ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
ยุโรปก็มีการขยับตัวเพื่อสนองตอบเสียงเรียกร้องของญี่ปุ่นที่ขอให้ผ่อนคลาย
คำสั่งห้ามนำเข้าอาหารจากแดนอาทิตย์อุทัย
ขณะเดียวกันก็ให้สัญญาที่จะร่วมมือกันในการส่งเสริมมาตรฐานระหว่างประเทศที่
มีความเข้มงวดยิ่งขึ้นในเรื่องความปลอดภัยทางนิวเคลียร์
ส่วนทางญี่ปุ่นซึ่งเผชิญกับผลกระทบกระเทือนทางเศรษฐกิจจากภัยพิบัติ 3
ด้าน
จึงเกิดเป็นแรงขับดันที่มุ่งมั่นจะให้ได้ข้อตกลงการค้าที่ดีขึ้นกว่าเดิมกับ
ทางประชาคมที่ประกอบด้วย 27 สมาชิกและจำนวนประชากรราว 500 ล้านคนแห่งนี้
ทั้งนี้ในปีที่แล้ว อียูก็เพิ่งทำข้อตกลงเอฟทีเอกับทางเอเชียเป็นฉบับแรก
ซึ่งก็คือกับเกาหลีใต้ ที่ถือเป็นคู่แข่งสำคัญของโตเกียว
ภายหลังการประชุมหารือคราวนี้
นายกรัฐมนตรีคังได้กล่าวแสดงความยินดีที่จะมีการเจรจาทำเอฟทีเอกับอียู
อันเป็นสิ่งที่ญี่ปุ่นเรียกร้องมานานแล้ว พร้อมกับวาดหวังว่า
จะต้องสามารถทำข้อตกลงที่เป็นการสถาปนาหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่มีความใหญ่โตก
ว้างขวางได้อย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายอียูย้ำว่ายังจำเป็นต้องทำอะไรอีกมาก
เพื่อเอาชนะเสียงร้องทุกข์ของพวกธุรกิจยุโรปที่ว่า
ยังคงมีอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่น
เป็นต้นว่า
ยุโรปร้องเรียนว่าได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมในเรื่องการจัดซื้อจัด
จ้างภาครัฐ โดยที่ตามตัวเลขในปี 2007
อียูเปิดให้บริษัทญี่ปุ่นเข้าไปหางานจากการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของยุโรปได้
ในปริมาณเท่ากับ 2.5% ของจีดีพีของอียู ทว่าในช่วงเวลาเดียวกันนี้
ฝ่ายญี่ปุ่นเปิดตลาดนี้ให้แก่พวกบริษัทของอียูเพียง 0.5%
ของจีดีพีของญี่ปุ่นเท่านั้น
นอกจากนั้นพวกเจ้าหน้าที่อียูแจกแจงว่า
ขณะที่การลงทุนต่างประเทศของทั่วทั้งอียู มีตัวเลขเท่ากับประมาณ 30%
ของจีดีพีอียู ทว่าตัวเลขการลงทุนต่างประเทศในญี่ปุ่นมีมูลค่าเท่ากับเพียง
3% ของจีดีพีแดนอาทิตย์อุทัย
ในอีกด้านหนึ่ง ญี่ปุ่นก็ตั้งท่าจะเรียกร้องให้อียูลดภาษีสำหรับสินค้าพวกรถยนต์และทีวีจอแบนของตน
โจเซ มานูเอล บาร์โรโซ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป
ที่เป็นองค์กรบริหารของอียู มองในแง่ดีว่า
เนื่องจากการค้าทวิภาคีระหว่างอียูกับญี่ปุ่นมีมูลค่าปีละ 110,000 ล้านยูโร
(ประมาณ 160,000 ล้านดอลลาร์) อยู่แล้ว
ดังนั้นถ้าหากสามารถแก้ไขคลี่คลายอุปสรรค์ต่างๆ จนนำไปสู่การค้าเสรีได้แล้ว
ก็จะเป็นการปลดปล่อย “ศักยภาพอันใหญ่โต” ให้แก่ธุรกิจของทั้งสองฝ่าย
ที่มา: Manager Online
ความหมาย : ห้องน้ำ