ในยุคทศวรรษที่ 1970-1990 ถือเป็นยุครุ่งเรืองและเฟื่องฟูของรถสปอร์ตจากญี่ปุ่น ไม่ว่าจะรุ่นเล็กจนกระทั่งถึงรุ่นใหญ่ แต่พอเข้าสู่ศตวรรษใหม่ ปี 2000
ตลาดกลุ่มนี้เหมือนโดนโรคระบาด แต่ละรุ่นค่อยทยอยล้มหายตายจากไปจากตลาด
เหลือเพียงแค่ชื่อเอาไว้ประดับวงการเท่านั้น
หลายเหตุผลของการสูญพันธุ์ที่ถูกหยิบยกมาอ้าง คือ
รสนิยมที่เปลี่ยนไปของตลาดในญี่ปุ่น หันมามองรถยนต์ครอบครัวมากขึ้น
ตามด้วยการมองตลาดที่แบรนด์ดังของญี่ปุ่นส่วนใหญ่หันไปมองตลาดนอกบ้าน
เช่นเดียวกับหายนะทางด้านการเงินที่เกิดขึ้นกับบางบริษัท เช่น นิสสัน
และมิตซูบิชิ
สิ่งเหล่านี้ทำให้ตลาดรถสปอร์ตสัญชาติญี่ปุ่นค่อยๆ ถูกลดบทบาทลงเรื่อยๆ จนกระทั่งหายไปในที่สุด
สำหรับนิสสันอาจถือได้ว่าเป็นการปลุกผีตลาดรถสปอร์ตแดนปลาดิบให้กลับ
มา เพราะหลังจากที่ได้ คาร์ลอส กอนส์ เข้ามาชุบชีวิตบริษัท
แต่การคืนชีพให้กับ Z-Car และรหัส GT-R ก็เป็นการรุกตลาดในระดับไฮเอนด์
แถมยังใช้ความเชี่ยวชาญในการลดต้นทุนได้อย่างแนบเนียน
เพราะทั้งสองรุ่นถูกพัฒนาบนพื้นฐานของรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหลังในตระกูล FM
และ PM เช่นเดียวกับเครื่องยนต์วี6
ส่วนตลาดขนาดกลางในระดับที่เรียกว่า Affordable Sport Car
หรือคนธรรมดาสามารถจับต้องได้
ที่เมื่อก่อนหลากหลายแบรนด์ของญี่ปุ่นมีผู้เล่นมากหน้าหลายตา
และนักซิ่งในบ้านเราคุ้นเคยกันดี…ตรงนี้ยังเกิดช่องว่างอยู่
จนกระทั่งโตโยต้ามองเห็นลู่ทางในการเข้ามาเจาะตลาด
FT-86 คือต้นแบบที่เกิดมาเพื่อตลาดกลุ่มนี้
ซึ่งครั้งแรกโตโยต้านำออกเปิดตัวในโตเกียว มอเตอร์โชว์ 2009
และจากนั้นไม่นานมีการคอนเฟิร์มถึงการผลิต
และก็ตามด้วยการเผยโฉมต้นแบบที่น่าจะเรียกว่า Pre-Production
ของสปอร์ตรุ่นนี้ออกมาให้สัมผัสกันใน เจนีวา มอเตอร์โชว์ 2010
เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
ชื่อรุ่นยังไม่มีการตั้งอย่างเป็นทางการ รู้แต่ว่ารถยนต์รุ่นนี้จะสวมรหัส 86 หลายคนอาจสงสัยว่าคืออะไร?
86 หรือ Hachiroku ในภาษาญี่ปุ่นเป็นชื่อเล่นของโตโยต้า เลวิน/ทรูโน
ในรหัส AE85/86
ถือเป็นรถสปอร์ตที่พัฒนาบนพื้นฐานของโคโรลล่าขับเคลื่อนล้อหลังในรหัส KE70
โดยตัวรถถูกเปิดตัวในกลางทศวรรษที่ 1980
แต่มาโด่งดังเอาอย่างมากในศตวรรษที่ 21 เพราะถูกนำมาใช้เป็นรถ Drift
เหมือนกับนิสสัน 180SX หรือ 200SX ในบ้านเรา
และเมื่อบวกกับกระแสของการ์ตูนเรื่อง Initial D ก็ยิ่งทำให้ชื่อของ 86
กระจายไกลไปทั่วโลก
โตโยต้าไม่ต้องเสียเวลามานั่งปูพื้นฐานในเรื่องนี้ และชื่อ 86
ถูกประชาสัมพันธ์ออกไปในวงกว้างแล้ว
และยิ่งเมื่อมีข่าวว่าโตโยต้าจะผลิตสปอร์ตรุ่นนี้ใหม่อีกครั้ง
มันก็เลยกลายเป็นเรื่องในลักษณะ “ตำนานกำลังจะกลับมา”
อย่างไรก็ตาม
ด้วยเงื่อนไขของตัวรถที่จะต้องเป็นสปอร์ตแบบขับเคลื่อนล้อหลัง
และมีราคาไม่แพงมาก ดูเหมือนจะเป็นอุปสรรคก้อนโต
และเป็นเรื่องที่สวนทางกันอย่างสิ้นเชิง
เพราะโตโยต้าไม่มีพื้นตัวถังแบบขับเคลื่อนล้อหลังสำหรับรถยนต์ขนาดคอมแพกต์
เหลืออีกแล้วนับจากการสิ้นยุคของ KE70
ดังนั้น หากจะต้องปัดฝุ่นนำชื่อ 86 (ที่ใครๆ
ก็รู้ว่าเป็นสปอร์ตขับหลัง) กลับมา
การใช้พื้นฐานของรถขับหน้าเหมือนกับโคโรลล่าคงจะไม่เข้าทีอย่างแน่นอน
และถ้าจะพัฒนาขึ้นมาใหม่ก็ต้องใช้เงินก้อนโต
และดูท่าจะไม่คุ้มที่ต้องทุ่มเพื่อรถสปอร์ตเพียงรุ่นเดียวเท่านั้น
(และแนวทางนี้เคยทำให้หลายบริษัทรถญี่ปุ่นเกิดตัวแดงในบัญชีมาหลายรายแล้ว)
อีกทั้งราคาขายก็คงต้องขยับสูงขึ้นแน่ๆ
ทางออกคือ เลิกใช้ชื่อ 86 เพื่อไม่ให้ผูดมัดตัวเอง
หรือไม่ก็ต้องยอมเจ็บตัวหน่อย ด้วยการลงทุน
และตั้งราคาขายให้ขยับขึ้นจากเดิมที่อยู่ในใจ
แต่โชคยังดีที่โตโยต้าถือหุ้นอยู่ใน FHI หรือฟูจิเฮฟวี่ อินดัสตรี้
ผู้จำหน่ายรถยนต์ซูบารุอยู่ 16.7% ทุกอย่างก็เลยลงล็อก
โตโยต้าตอบสนองความต้องการของ FHI ด้วยการผลิตรถยนต์ไซส์เล็กให้กับค่ายนี้
ซึ่งก็คือเทรเซียที่เพิ่งเปิดตัวในญี่ปุ่นและยุโรปไปเมื่อต้นปี
รวมถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับระบบไฮบริด
เพื่อแลกกับพื้นตัวถังและเครื่องยนต์ของรถยนต์ขนาดคอมแพกต์อย่างอิมเพรสซา
จริงอยู่ที่อิมเพรสซาเป็นรถยนต์ที่มีทั้งแบบขับเคลื่อนล้อหน้า และ 4
ล้อตลอดเวลา
แต่ด้วยเลย์เอาต์ของการวางเครื่องยนต์สูบนอนหรือบ็อกเซอร์และระบบขับ
เคลื่อนที่แปลกและแตกต่างจากรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้าทั่วไปเหมือนกับรถยนต์
รุ่น A4, A5, A6 และ A8 ของออดี้
จึงเป็นเรื่องไม่ยากที่จะดัดแปลงพื้นตัวถังรถยนต์รุ่นนี้ให้เป็นแบบขับ
เคลื่อนล้อหลังด้วยการใช้เกียร์ชุดใหม่
โตโยต้านำพื้นตัวถังรุ่นนี้มาต่อยอดในการพัฒนาเป็นรถสปอร์ต
Affordable แถมยังใช้เครื่องยนต์บล็อกใหม่แบบสูบนอน
หรือบ็อกเซอร์ของซูบารุจับคู่กับเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะรุ่นใหม่
เพื่อส่งผ่านกำลังจากเครื่องยนต์ในแบบขับเคลื่อนล้อหลัง และนี่คือที่มาของ
FT-86 และ FT-86 II หรือที่คนในเน็ตรู้จักกันในชื่อ Toyobaru
โตโยต้ายืนยันแล้วว่า FT-86 จะถูกผลิตขายในตลาดประมาณปี 2012
ดังนั้น ในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับการเตรียมเปิดตัวขาย ความเคลื่อนไหวของ
FT-86 ก็เลยมีมากเป็นพิเศษ
และยิ่งเป็นพิเศษมากขึ้นเพราะผลผลิตนี้ไม่ได้เกิดมาเพื่อตลาดญี่ปุ่นเพียง
แห่งเดียว แต่จะเป็น World Sport Car สำหรับขายทั้งในญี่ปุ่น ยุโรป
สหรัฐอเมริกา และตลาดแห่งอื่นๆ ทั่วโลก
นั่นทำให้โตโยต้าตอบสนองความใคร่รู้ของแฟนๆ ด้วยเวอร์ชั่นที่ 2 ของ FT-86
ในชื่อ FT-86 II
ว่ากันว่าหน้าตาของต้นแบบรุ่นนี้มีความใกล้เคียงกับรุ่นผลิตจริง
อย่างมาก จนบางคนถึงกับบอกว่าเป็นการนำ Pre-Production
ของรุ่นจำหน่ายจริงมาแต่งนั่นนิดโน่นหน่อยเพื่อให้มีกลิ่นของการเป็นต้นแบบ
สเปกทางด้านมิติตัวถัง เชื่อว่าคงจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากไปกว่านี้
ตัวรถเป็นสปอร์ต 4 ที่นั่งมีความยาว 4,235 มิลลิเมตร กว้าง 1,795
มิลลิเมตร ความสูงอยู่ที่ 1,270 มิลลิเมตร และระยะฐานล้อ 2,570 มิลลิเมตร
พร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบนอน 2000
ซีซี.รุ่นใหม่จากซูบารุที่ยังไม่เปิดเผยกำลังขับเคลื่อน
แต่เชื่อแน่ว่าน่าจะอยู่ในระดับ 170-180 แรงม้าในรุ่นหายใจเอง หรือ NA
โดยน่าจะมีรุ่นเทอร์โบตามออกมาขายในอนาคตอย่างแน่นอน
สำหรับแฟนๆ ของ 86 อดใจรอกันอีกไม่นาน และก็เตรียมเงินให้พร้อม เพราะตำนานกำลังจะกลับมา
ที่มา: Manager Online
ความหมาย : รูปถ่าย