ฤๅปีนี้จะไม่มีฤดูร้อน!

ฤๅปีนี้จะไม่มีฤดูร้อน!

ทันข่าวญี่ปุ่น 3 เมษายน 2554

Views : 2514


  ยังไม่ทันที่เงินบริจาคจากชาวไทยเพื่อช่วยเหลือชาวญี่ปุ่นที่ ประสบภัยแผ่นดินไหวและสึนามิ (11 มีนาคม 54) คนไทยเราทั่วประเทศก็ต้องมาประสบกับภัยพิบัติอย่างรุนแรงเสียเอง ภาคเหนือ กลาง อีสานประสบกับภัยหนาว คนภาคใต้ประสบภัยน้ำท่วม ดินถล่มเกือบครบทั้ง 14 จังหวัด
       
        ที่น่าสนใจศึกษาเป็นอย่างมากก็คือว่า มันไม่ใช่ฤดูกาลของมัน แต่ทำไมจึงผิดเพี้ยนถึงเพียงนี้?
       
       เมื่อติดตามรายงานอากาศของทางราชการก็พบแต่คำพูดที่ชินหูว่า “หย่อมความกดอากาศสูงจากประเทศจีนเคลื่อนตัวมาปกคลุม. . .”
       
       ใช่ครับ นี่เป็นคำตอบส่วนหนึ่ง แต่คำถามที่คนสงสัยมากก็คือ “ทำไมมันจึงทะลึ่งมาเป็นเอาหน้าร้อน” ซึ่งทั้งรองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยาและอดีตกรมชลประทานต่างก็บอกว่าไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อนอย่างน้อยก็ในรอบ 60 ปี
       
        ผมเองไม่ได้มีความรู้ในเรื่องนี้มากนัก แต่เมื่อสงสัยจึงเริ่มทำตามหลักการ “3F” คือ ค้นคว้า (Finding) กลั่นกรอง (Filtering) และ ส่งต่อ (Forwarding) หากมีอะไรไม่สมบูรณ์หวังว่าท่านผู้อ่านคงจะกรุณาช่วยเสนอแนะด้วยนะครับ
       
        เราคงจำกันได้ถึงข่าวน้ำท่วมรุนแรงมากในรัฐควีนส์แลนด์ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของออสเตรเลีย (ธันวาคม 53 ถึงปลายมกราคม 54 พื้นที่ที่ประกาศเป็นเขตภัยพิบัติมากกว่าสองเท่าของประเทศไทย) ก็เกิดขึ้นในฤดูร้อนเช่นเดียวกับบ้านเราในขณะนี้ เมื่อผมสืบค้นข้อมูลก็พบว่ามีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากปรากฏการณ์ลานิญา (La Nina) รวมทั้งประเทศปากีสถาน (กรกฎาคมถึงสิงหาคม 53 คลุมพื้นที่กว้างเกือบครึ่งประเทศไทย)
       
        ซึ่งแต่ละกรณีนานร่วมสองเดือน แล้วจู่ๆ ทางราชการไทยออกมาประกาศว่าฝนในภาคใต้ของเราจะหมดไปภายใน 1 สัปดาห์ ผมยิ่งงงไปใหญ่
       
        บทความนี้จึงขอทำหน้าที่สองอย่างคือ (1) อธิบายปรากฏการณ์ลา นิญา และ (2) ตอบคำถามว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับปัญหาโลกร้อนหรือไม่
       
       ปรากฏการณ์ลานิญา
       
        คำว่า “La Nina” เป็นภาษาสเปนแปลว่า “เด็กผู้หญิง” ความจริงแล้วเราได้ยินคำนี้ภายหลังคำว่า “El Nino” (อ่านว่า เอล นิโญ แปลว่า “เด็กผู้ชาย”)
       
        ทั้งสองปรากฏการณ์นี้มีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของ 3 ปัจจัยสำคัญคือ (1) ลม (2) ความกดอากาศ และ (3) น้ำทะเล ซึ่งเกิดขึ้นในบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกทางตอนใต้ของเส้นศูนย์สูตรเล็กน้อย ปรากฏการณ์ทั้งสองนี้มีความคล้ายกันมากเพียงแต่สวนทิศทางกัน แล้วผลกระทบของมันก็ตรงกันข้าม คือ ลา นิญาทำให้บ้านเราหนาวและฝนตกหนัก แต่เอล นิโญจะทำให้บ้านเราร้อนและแห้งแล้ง
       
        ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะลา นิญา โปรดดูแผนที่ประกอบครับ โดยให้ความสนใจกับประเทศเปรู (ตะวันออกของแปซิฟิก) และเมืองดาร์วินประเทศออสเตรเลีย (ตะวันตกของแปซิฟิก) ซึ่งอยู่ห่างกันถึง 15,000 กิโลเมตร หรือประมาณ 10 เท่าของระยะทางจากเหนือสุดจรดใต้สุดประเทศไทย

      
เนื่องจากการไหลเวียนของระบบอากาศและน้ำในมหาสมุทรเป็นเรื่องที่ซับ ซ้อนมาก จึงขอเริ่มต้นด้วยอุณหภูมิของอากาศบริเวณเหนือเมืองดาร์วินสูงกว่าบริเวณ ชายฝั่งประเทศเปรู (ไม่มีเนื้อที่พอจะอธิบาย) มวลของอากาศ (เหนือดาร์วิน) ซึ่งร้อนและเบากว่าก็ลอยสู่ชั้นบรรยากาศ ดังนั้นมวลของอากาศเย็นและหนักกว่า (เหนือเปรู) ก็เคลื่อนตัวเข้ามาแทนที่ เกิดเป็นกระแสลม (เรียกว่าลมสินค้า) พัดเหนือผิวน้ำจากเปรูไปสู่ออสเตรเลีย ทำให้ระดับน้ำทะเลทางออสเตรเลีย ไทย สูงกว่าฝั่งเปรูถึงประมาณ 60 เซนติเมตร ดังที่เราพอเห็นกันแล้วในข่าวทีวี
       
        ขณะเดียวกัน มวลของอากาศร้อนที่เคลื่อนตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ไม่รู้จะไปไหน จึงไหลกับไปสู่เปรู (เพราะมีที่ว่างอยู่) โดยฟอร์มเป็นรูปวงรีในแนวดิ่ง (เรียกว่าการไหลวนของ Walker -ดูรูปอีกครั้งครับ)
       
        ในทำนองเดียวกัน การไหลของกระแสน้ำก็ไหลวนในแนวความลึกเช่นกัน คือบริเวณผิวน้ำของเปรู (ซึ่งเย็นกว่า) จะถูกลมพัดไปสู่ออสเตรเลีย (ผิวบนนะ) ขณะเดียวกัน น้ำในส่วนที่อยู่ลึกกว่า (ซึ่งเย็นมาก) ของเปรูก็ไหลไปแทนที่น้ำที่ผิวบน เกิดเป็นการไหลวน (ดังรูป)
       
        ด้วยเหตุนี้อากาศเมืองไทยเราจึงเย็นอย่างผิดปกติ ขณะเดียวกัน เมื่อมองในแนวราบอากาศเย็นหรือ “หย่อมความกดอากาศสูง” จากประเทศจีนก็จะพัดเข้ามาประเทศไทยด้วย คนไทยจึงรู้สึกหนาวอย่างผิดปกติ รวมทั้งเกิดฝนตกหนักดังที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้
       
       เกี่ยวกับปัญหาโลกร้อนหรือไม่
       
        นักวิทยาศาสตร์อาวุโสด้านสภาพภูมิอากาศของสถาบันวิจัยที่มีชื่อย่อว่า NCAR ของสหรัฐอเมริกากล่าวว่า “มีการเปลี่ยนแปลงวงจรของเอล นิโญและลา นิญา นับตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา มันรุนแรงขึ้นในช่วง 30 ถึง 40 ปีมานี้” ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่โลกร้อนรุนแรงขึ้น
       
        ต่อไปจะกล่าวถึงช่วงเวลาและความถี่ของการเกิดลา นิญา ในการแข่งฟุตบอล เขานิยมกล่าวถึง “การครองบอล” เพื่อบ่งบอกถึงฝีเท้า นักวิทยาศาสตร์ผู้ติดตามปรากฏการณ์ลา นิญาและเอล นิโญก็คิดทำนองเดียวกัน จากสถิติหลายปีพบว่า ในช่วงเวลา 100 ส่วน เอล นิโญ และ ลา นิญา “ครองเวลา” อยู่ถึง 31 และ 23% ตามลำดับ ในขณะที่สถานการณ์อากาศปกติครองไป 46%
       
       ที่น่าแปลกใจมากก็คือ ลา นิญาลูกนี้ (ที่กำลังเกิดอยู่) เกิดหลังจากเอล นิโญลูกก่อนเพียง 2 เดือนเท่านั้น หรือมีเวลาปกติอยู่เพียงแค่ 16-17% (แทนที่จะเป็น 46% ตามสถิติ)
       
       ความถี่ในการเกิดเอล นิโญโดยเฉลี่ยอยู่ในช่วง 3-7 ปี ปกติอายุของลา นิญาอยู่ระหว่าง 2-14 เดือน ด้วยเหตุนี้ผมจึงไม่ค่อยเชื่อว่าฝนในบ้านเราตอนนี้จะหายไปใน 1 อาทิตย์
       
       ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า นักวิทยาศาสตร์ (ที่อ้างแล้ว) เชื่อว่า สภาวะโลกร้อนมีส่วนทำให้ความรุนแรงของผลกระทบจากลา นิญาเพิ่มขึ้น
       
       เราจึงน่าจะมาช่วยกันสนับสนุนการลดภาวะโลกร้อนอย่างเป็นระบบและจริงจังเสียทีครับ


ที่มา: Manager Online

安泰 [Antai]

ความหมาย : ความสงบสุข,ความสันติสุข