'เทปโก' หรือ'นาโอโตะ คัง' ใครปกปิดข้อมูลโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

'เทปโก' หรือ'นาโอโตะ คัง' ใครปกปิดข้อมูลโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

ทันข่าวญี่ปุ่น 1 เมษายน 2554

Views : 2749


ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ในที่สุดโลกก็รับรู้ว่า สถานการณ์ “ที่แท้จริง” ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมะ ไดอิจิที่ประเทศญี่ปุ่นนั้น หนักหนาสาหัสกว่าที่รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีนาโอโตะ คังแถลงมากมายนัก และไม่ว่าจะมีการอธิบายสักมากน้อยเพียงใดก็มิอาจปิดบังความจริงได้ว่า สถานการณ์นิวเคลียร์ของญี่ปุ่นอยู่ในขั้นวิกฤตและยังไม่สามารถหาทางคลี่คลาย ได้
       
       ที่สำคัญคือ เป็นวิกฤติที่นับวันมีแต่จะทวีความรุนแรงมากขึ้นเป็นลำดับ และอยู่ในขั้นที่ไม่สามารถควบคุมได้ มิฉะนั้นแล้ว “นายนาโอโตะ คัง” คงไม่ประกาศยอมรับต่อรัฐสภาว่า สถานการณ์ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมะ ไดอิจินั้นอยู่ในสภาพที่ “ไม่สามารถจะทำนายได้” และรัฐบาลญี่ปุ่น “จะรับมือกับปัญหานี้โดยใช้ความระมัดระวังเตรียมพร้อมระดับสูงสุด”
       
       ทั้งนี้ ถ้าหากติดตามสถานการณ์นิวเคลียร์ที่ฟูกุชิมะก็จะพบว่า ในช่วงแรกๆ รัฐบาลญี่ปุ่นพยายามสร้างสถานการณ์ว่า ทุกอย่างสามารถควบคุมได้ แต่ยิ่งนานไป ความเป็นจริงก็ยิ่งปรากฏให้เห็นว่า มีการปกปิดข้อมูลบางประการเอาไว้ และมีความเป็นไปได้สูงที่แกนของเชื้อเพลิงปฏิกรณ์นิวเคลียร์ได้หลอมละลายไป ตั้งแต่การระเบิดในช่วงแรกๆ ดังจะเห็นได้จากกัมมันตภาพรังสีที่เพิ่มปริมาณสูงขึ้นตลอดเวลา และตัวเลขการปนเปื้อนสู่ห่วงโซ่อาหารรวมถึงสภาพแวดล้อมที่ขยายวงกว้างไป เรื่อยๆ
       
       กระทั่งคนญี่ปุ่นเองถึงกับลุกขึ้นมาประท้วงและขอร้องให้รัฐบาลรวม ทั้งบริษัท โตเกียว อิเล็กทริก พาวเวอร์หรือเทปโกเปิดเผยความจริงที่เกิดขึ้น
       
       คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นก็คือ ใครบิดเบือนข้อมูลและปกปิดความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ของ “เทปโก” หรือ “รัฐบาลของนายนาโอโตะ คัง” หรือทั้งสองฝ่ายต่างช่วยกันปกปิดข้อมูลทั้งคู่
       
       ในความเป็นจริงแล้ว ถ้าหากติดตามวิกฤตการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมะไดอิจิตั้งแต่เริ่มต้นก็ จะพบเห็นว่า มีความผิดปกติในการเปิดเผยข้อมูลจากทั้งเทปโกและรัฐบาลญี่ปุ่นเอง เพียงแต่พวกเขาคาดหวังว่า จะสามารถคลี่คลายสถานการณ์ลงได้ จึงปกปิดข้อมูลบางประการเอาไว้ ทว่า นานวันไปสถานการณ์นอกจากจะไม่สามารถคลี่คลายได้แล้ว ยังทวีความรุนแรงมากขึ้นเป็นลำดับ
       
       สิ่งที่ตอกย้ำการบิดเบือนข้อมูลประการแรกคือ การที่จอมแฉอย่างวิกิลีกส์ออกมาระบุว่า สำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศหรือไอเออีเอเคยเตือนญี่ปุ่นมากว่า 2 ปีแล้วถึงความไม่ปลอดภัยของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศ พร้อมเรียกร้องให้ญี่ปุ่นเร่งปรับปรุงมาตรฐานด้านความปลอดภัย แต่รัฐบาลญี่ปุ่นกลับเพิกเฉย
       
       ในครั้งนั้น ใครที่ติดตามสถานการณ์จะเห็นว่า ทั้งเทปโกและรัฐบาลญี่ปุ่นก็มิได้ออกมาตอบโตข้อมูลของทางวิกิลีกส์เลยแม้แต่น้อย
       
       จากนั้นก็ตามมาด้วยการยอมรับของเทปโกว่า พวกเขาละเลยต่อการตรวจสอบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อย่างเข้มงวด โดยมีการปลอมบันทึกการซ่อมบำรุงในช่วง 10 วันก่อนที่จะเกิดมหาวิบัติภัยในวันที่ 11 มีนาคม
       
       ความหนักหน่วงของสถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงและเห็นได้ชัดว่า มิได้คลี่คลายลงตามที่เทปโกแถลงก็คือ การที่ทางเทปโกใช้วิธีคลี่คลายความร้อนของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ด้วยการฉีด “น้ำทะเล” เข้าไปเพื่อหล่อเย็น ตามต่อด้วยการใช้เฮลิคอปเตอร์ชินุกบรรทุกน้ำทะเลไปโปรยที่เตาปฏิกรณ์ เพราะถ้าหากสถานการณ์ไม่วิกฤตจริงการใช้น้ำทะเลน่าจะเป็นทางเลือกสุดท้าย ขณะที่การใช้เฮลิคอปเตอร์ขนน้ำทะเลไปเทก็สุ่มเสี่ยงที่จะทำให้ผู้ปฏิบัติงาน ได้รับอันตรายจากสารกัมมันตรังสี
       
       กระทั่งจำนนด้วย “หลักฐาน” ถึงได้มีการยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น
       
       ทั้งนี้ ถ้าหากไล่เรียงลำดับเหตุการณ์ล่าสุดของสถานการณ์ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุ ชิมะ ไดอิจิ นับตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 25 มีนาคมเรื่อยมา ก็จะพบเห็นความจริงว่า มีการบิดเบือนข้อมูลและสถานการณ์ก็มิได้พัฒนาไปแนวทางที่ดีขึ้น
       
       25 มีนาคม
       
       วันนี้เป็นวันที่โลกได้รับรู้ว่า ปฏิบัติการและความสำเร็จของการต่อสายไฟฟ้าเข้ากับระบบหล่อเย็นของโรงไฟฟ้า นิวเคลียร์ที่มีการโพนทะนาก่อนหน้านี้ ดูเหมือนจะเป็นเพียงแค่ปฏิบัติการทางจิตวิทยาที่ยังไม่ประสบความสำเร็จให้ เห็นเป็นรูปธรรม เพราะหลังจากเทปโกส่งอาสาสมัครจำนวน 300 คนไปปฏิบัติการซ่อมระบบหล่อเย็นของเตาปฏิกรณ์หมายเลข 1 และ 2 ได้ไม่นานนัก เทปโกมีมีคำสั่งให้พนักงานจำนวนหนึ่งออกจากพื้นที่ปฏิบัติการเพื่อความ ปลอดภัย หลังจากพบว่าเจ้าหน้าที่ 3 คนที่กำลังเดินสายไฟใกล้กับเตาปฏิกรณ์หมายเลข 3 ได้รับปริมาณรังสีที่ปนเปื้อนอยู่ในน้ำในบริเวณที่ปฏิบัติงานสูงถึง 1 หมื่นเท่าจากระดับรังสีปกติที่ร่างกายมนุษย์ได้รับ
       
       โดยทั้งสามคนได้รับรังสีประมาณ 173-180 มิลลิซีเวิร์ตส์ และต้องส่งเจ้าหน้าที่ 2 ใน 3 คนเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล เนื่องจากรังสีเบต้าที่ได้รับทำลายเนื้อเยื่อบริเวณขาอย่างรุนแรง ขณะที่เจ้าหน้าที่อีก 1 คนได้รับรังสีในระดับสูงเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งในภายหลัง
       
       และจนกระทั่งถึงขณะนี้ก็ยังคงไม่เห็นวี่แววความสำเร็จของการระบาย ความร้อนให้แก่แท่งเชื้อเพลิงแต่ประการใด ทั้งๆ ที่เริ่มดำเนินการมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 สัปดาห์
       
       และในวันเดียวกันนี้นี่เอง นายฮิเดอิโกะ นิชิยามา โฆษก สำนักงานความปลอดภัยนิวเคลียร์แถลงยอมรับว่า มีความเป็นไปได้ที่แกนปฏิกรณ์ภายในเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ของโรงไฟฟ้าฟูกุชิมะ ไดอิจิ หมายเลข 1 อาจเกิดรอยแตก ทำให้มีความเป็นไปได้ว่า จะเกิดการปนเปื้อนของสารกัมมันตรังสีในสภาพแวดล้อมในระดับที่รุนแรงยิ่งขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้นายนิชิยามาคนเดียวกันนี้ออกมายอมรับว่า แกนกลางของเตาปฏิกรณ์หมายเลข 3 หลอมละลายบางส่วนไปแล้ว
       
       26 มีนาคม
       
       เทปโกแถลงยอมรับว่า เจ้าหน้าที่ตรวจพบน้ำปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีที่ชั้นล่างของอาคารซึ่งเป็น ที่ตั้งของกันหันปั่นไฟที่เตาปฏิกรณ์หมายเลข 2 โดยสารกัมมันตรังสีที่ตรวจพบในครั้งนี้สูงถึง 1.8 ล้านเบคเคอเรลหรือ 1 หมื่นเท่าจากระดับปกติ
       
       ขณะที่ไอเออีเอให้ความเห็นว่า นอกจากจะสงสัยกันว่า อาจจะมีการรั่วของครอบแกนเตาปฏิกรณ์หมายเลข 1 และ 2 แล้ว ข้อมูลยังชี้ว่า อาจมีการรั่วของเตาหมายเลข 3 อีกด้วย
       ทั้งสองเหตุการณ์คือบทพิสูจน์ที่แสดงให้เห็นภัยพิบัติที่ขยายวงกว้างขึ้น
       
       27 มีนาคม
       
       สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เทปโกได้เปิดเผยถึงการตรวจพบปริมาณกัมมันตภาพรังสีน้ำที่เตาปฏิกรณ์หมายเลข 2 เพิ่มสูงขึ้นกว่าปกติถึง 10 ล้านเท่า โดยปริมาณการรั่วไหลของกัมมันตภาพรังสีสูงถึง 1,000 มิลลิซีเวิร์ตส์ต่อชั่วโมง ซึ่งถืออยู่ในระดับที่อันตรายมาก ขณะที่ปริมาณกัมมันตภาพรังสีในน้ำทะเลใกล้กับโรงไฟฟ้าก็ปรับสูงขึ้นจาก 1,250 เท่าจากระดับปกติเมื่อวันที่ 26 มี.ค.เป็น 1,850 เท่าเมื่อวันที่ 27 มี.ค.
       
       ก่อนที่ นายเคชิ คูริตะ โฆษกของเทปโกจะออกมาแถลงในช่วงค่ำของวันเดียวกันว่า ปริมาณการปนเปื้อนสารกัมมันตรังมีที่ตรวจพบในเตาปฏิกรณ์หมายเลข 2 ที่สูงกว่าปกติถึง 10 ล้านเท่านั้น สูงเกินไปจนเชื่อว่าน่าจะเป็นการอ่านค่าผิดพลาด
       
       กรณีนี้ก็มีเงื่อนงำและถือเป็นเรื่องผิดปกติที่ชวนให้น่าสงสัยว่า เทปโกปกปิดข้อมูลอีกเช่นกัน เพราะไม่น่าจะมีความเป็นไปได้ว่าจะมีความผิดพลาดในการอ่านค่าด้วยตัวเลขที่ ต่างกันอย่างมโหฬาร คือจาก 10 ล้านเท่าเป็นแค่ 1 แสนเท่าในการแถลงแก้ไขในเวลาอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา
       
       ที่สำคัญคือไม่น่าเชื่อว่า เจ้าหน้าที่ของเทปโกที่ทำงานเกี่ยวกับเรื่องนิวเคลียร์โดยตรงจะอ่านค่าผิด พลาดจนทำลายความน่าเชื่อถือของตัวเองเช่นนี้ เพราะโดยปกติแล้วก่อนที่จะมีการประกาศตัวเลขอะไรออกมา ก็น่าที่จะมีการเช็กข้อมูลจนมีความมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์เสียก่อน
       
       ดังนั้น สมมติฐานในเรื่องนี้ก็มีความเป็นไปได้ว่า เป็นตัวเลขการปนเปื้อนที่สูงเกินกว่าปกติ 10 เท่านั้นเป็นตัวเลขที่ถูกต้อง เพียงแต่มีมือที่มองไม่เห็นสั่งการให้มีการเปลี่ยนแปลงเสียใหม่เพื่อป้องกัน การตื่นตระหนัก
       
       ขณะเดียวกันทางเทปโกเองก็ปฏิเสธที่จะให้หน่วยงานอิสระเข้าไปตรวจสอบ ค่าสารกัมมันตรังสีร่วมด้วยโดยมิได้ให้เหตุผล มิหนำซ้ำรัฐบาลญี่ปุ่นก็มิได้แสดงท่าทีต่อการตัดสินใจของเทปโกแต่อย่างใด
       
       แต่สิ่งที่แน่นอนของความจริงที่ญี่ปุ่นก็คือคำให้สัมภาษณ์ของนายยูกิยะ อามาโน ผู้ อำนวยการไอเออีเอที่ออกมาเตือนว่า วิกฤตนิวเคลียร์ในญี่ปุ่นจะต้องทอดยาวออกไปอีกหลายสัปดาห์หรืออาจจะเป็น เดือนๆ เมื่อดูจากความเสียหายอย่างมากของโรงไฟฟ้า โดยมองเห็นสัญญาณด้านบวกน้อยมากในความพยายามที่จะเชื่อมต่อไฟฟ้ากลับเข้าไป ยังโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อีกครั้ง
       
       โดยเฉพาะคำเตือนอันน่าสะพรึงกลัวของไอเออีเอที่ระบุว่า “สิ่งที่วิตกกังวลมากที่สุดในขณะนี้คือการที่แท่งปฏิกรณ์ใช้แล้วถูกปล่อยไว้ ในสระเก็บแท่งเชื้อเพลิงที่ไม่มีสิ่งปกปิดด้านบนของอาคาร และไม่แน่ใจว่าความพยายามที่จะฉีดน้ำทะเลเข้าไปยังสระเพื่อช่วยไม่ให้แท่ง ปฏิกรณ์เกิดระเบิดแล้วปล่อยกัมมันตภาพรังสีออกสู่ชั้นบรรยากาศประสบความ สำเร็จตามที่ตั้งใจหรือไม่ เพราะตราบใดที่ระบบหล่อเย็นยังไม่ทำงาน อุณหภูมิของน้ำในสระก็จะเพิ่มสูงขึ้นในที่สุด”
       
       28 มีนาคม
       
       หากยังจำกันได้ รัฐบาลญี่ปุ่นมีคำสั่งให้ประชาชนอพยพออกนอกรัศมี 20 กิโลเมตรรอบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมะ ไดอิจิ และให้ประชาชนอยู่ในที่อยู่อาศัยนอกพื้นที่ 30 กิโลเมตร แต่ในวันนี้ องค์กรนานาชาติที่อุทิศตนเพื่ออนุรักษ์สัตว์ที่ใกล้จะสูญพันธุ์หรือกลุ่มกรี นพีซ ยืนยันว่า ตรวจพบระดับกัมมันตภาพรังสีสูงถึง 10 ไมโครซีเวิร์ตส์ต่อชั่วโมงที่หมู่บ้านอีดาเตะ ที่ตั้งอยู่ห่างจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมะ ไดอิจิ ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือถึง 40 กิโลเมตร
       
       ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขของญี่ปุ่นได้ออกคำเตือนว่า ฝนที่ตกลงมาในช่วงนี้อาจปนเปื้อนองค์ประกอบของสารกัมมันตรังสีและปนเปื้อน น้ำดื่มผ่านทางแม่น้ำหรือเขื่อนที่นำมาผลิตน้ำประปา จึงขอให้โรงงานใช้ผ้าใบปิดคลุมบ่อกักเก็บน้ำด้วย
       
       และในวันเดียวกันนั้นเอง นายจอห์น เอาเออร์บัช หัวหน้าสำนักงานสาธารณสุข รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา ก็ตรวจพบสารกัมมันตรังสีปนเปื้อนในระดับต่ำในน้ำฝนในรัฐแมสซาชูเซตส์ด้วย
       
       เช่นเดียวกับประเทศไทย ที่กระทรวงสาธารณสุขตรวจพการปนเปื้อนของสารกัมมันตรังในมันเทศจำนวน 75 กิโลกรัมที่มาจาก จ.อิบารากิ บนเกาะฮอนชู ซึ่งแม้จะมีระดับการปนเปื้อนไม่เกินมาตรฐาน แต่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ก็ได้สั่งระงับการจำหน่ายและเตรียมทำลายทิ้งต่อไป
       
       รศ.ดร.แก้ว กังสดาลอำไพ แห่งสถาบันวิจัยโภชนาการ ม.มหิดล ให้ความเห็นต่อกรณีมันเทศเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า “ปกติแล้วเมื่อมีสารกัมมันตรังสีรั่วออกมา กัมมันตภาพรังสีจะกระจายอยู่ในอากาศและตกลงมาเกาะตามผักผลไม้ แต่ถ้ามีสารกัมมันตรังสีปนเปื้อนอยู่ในหัวมันเทศที่อยู่ในดิน ถือว่าสถานการณ์อันตรายและเลวร้าย”
       
       29 มีนาคม
       
       หลังจากสถานการณ์ไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลายลง ในที่สุดนายกรัฐมนตรีนาโอโตะ คังของญี่ปุ่นก็ได้แถลงยอมรับต่อหน้ารัฐสภาว่า มหาวิบัติภัยนิวเคลียร์ที่โรงไฟฟ้าฟูกุชิมะนั้นอยู่ในสภาพที่ไม่อาจทำนายได้ และรัฐบาลเตรียมรับมือโดยใช้ความระมัดระวังระดับสูงสุด
       
       สอดคล้องกับนายยูคิโอะ เอดาโนะ หัวหน้าเลขาธิการ คณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น ปฏิบัติหน้าที่โฆษกรัฐบาล ที่แถลงว่า เจ้าหน้าที่พบสารพลูโตเนียมรั่วไหลออกมากับน้ำจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิ มะซึมสู่พื้นดินบริเวณด้านนอกโรงไฟฟ้า โดยพบพลูโตเนียมปนเปื้อนพื้นดินใน 5 บริเวณ
       
       ทั้งนี้ สำนักงานความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และทางอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นแถลงตอกย้ำถึง ความรุนแรงของปัญหาว่า การพบสารพลูโตเนียม ซึ่งเป็นสารกัมมันตรังสีที่มีฤทธิ์สูงในการก่อมะเร็ง อาจหมายความว่า กลไกต่างๆ ที่ใช้ในการห่อหุ้มครอบคลุมแกนกลางของเตาปฏิกรณ์ได้เกิดการแตกร้าวขึ้น โดย นายฮิเดฮิโตะ นิชิยามะ รองผู้อำนวยการของสำนักงานแหงนี้ระบุว่า “พลูโตเนียมเป็นสารที่ปล่อยไอออกมาเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น แต่เนื่องจากมันเป็นธาตุหนัก ดังนั้น จึงไม่ใช่จะรั่วไหลออกมาง่ายๆ และถ้าหากพลูโตเนียมเหล่านี้ออกมาจากเตาปฏิกรณ์ นั่นก็คือบอกกับเราว่า แท่งเชื้อเพลิงได้รับความเสียหาย ยิ่งถ้าหากมันรั่วไหลออกจากระบบห่อหุ้มที่อยู่ชั้นในด้วยแล้ว มันก็ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงความหนักหน่วงและร้ายแรงของอุบัติภัยคราวนี้”
       
       โดยพลูโตเนียมดังกล่าวรั่วไหลออกมาจากเตาปฏิกรณ์หมายเลข 3 ที่เป็นเตาปฏิกรณ์เพียงแห่งเดียวที่ใช้เชื้อเพลงที่มีส่วนผสมของพลูโตเนียม
       
       สำหรับความร้ายแรงของพลูโตเนียมนั้น ด้วยความที่เป็นธาตุที่มีพลังงานสูงมากและมีพิษสงร้ายแรง ซึ่งหากธาตุพลูโทเนียมเริ่มย่อยสลายปล่อยกัมมันตภาพรังสีสู่สิ่งแวดล้อม หากใครสูดดมเข้าร่างกายแล้ว กัมมันตภาพรังสีพลูโทเนียมจะอยู่ในร่างกายคนนั้นตลอดกาล เพราะกัมมันตภาพรังสีพลูโทเนียมมีอายุยืนยาวหลายแสนปี เมื่ออยู่ในร่างกายสิ่งมีชีวิตจะมีผลทำลายเนื้อเยื่อ ทำลายโครงสร้างเซลพันธุกรรม นำไปสู่ภาวะเกิดมะเร็งและการกลายพันธุ์
       
       และในวันเดียวกันนี้เอง ประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียอย่างจีน เวียดนาม เกาหลีใต้ และฟิลิปปินส์ต่างก็รายงานกันว่า ได้ตรวจพบกัมมันตภาพรังสีพัดปลิวมายังดินแดนของพวกเขา ซึ่งแม้ปริมาณที่ตรวจพบจะมีระดับเล็กน้อยและไม่ได้เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ก็ตาม แต่นั่นก็หมายความว่า อาณาเขตของการการแพร่กระจายสารกัมมันตรังสีได้ขยายวงออกไปนอกประเทศญี่ปุ่น แล้ว เช่นเดียวกับสหรัฐฯ ที่ตรวจพบว่า น้ำมันที่ตกในมลรัฐโอไฮไอมีการปนเปื้อนสารกัมตรังสี
       
       รวมแล้วมีถึง 9 ประเทศเป็นอย่างน้อยที่สารกัมมันตรังสีจากญี่ปุ่นแพร่สะพัดไปถึง
       30 มีนาคม -31 มีนาคม
       
       ในช่วงระหว่าง 2 วันนี้ สถานการณ์ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะตึงมือไปเรื่อยๆ และดูเหมือนว่าเทปโกจะดิ้นรนอย่างหนักในการหยุดยั้งการแพร่สารกัมมันตรังสี โดยพยายามค้นหาวิธีการใหม่ๆ มาใช้ เช่น การฉีดพ่นยางเรซินสังเคราะห์ตามพื้นประมาณ 2 ใน 3 ส่วนเพื่อป้องกันไม่ให้ฝุ่นกัมมันตภาพรังสีปลิวขึ้นสู่อากาศหรือถูกชะล้างลง มหาสมุทรแปซิฟิก
       
       นอกจากนี้ ยังมีแผนการอื่นๆ เตรียมเอาไว้อีกมากมาย เช่น การนำสิ่งทอที่ทำจากวัสดุพิเศษมาคลุมด้านนอกของอาคารเตาปฏิกรณ์จำนวน 3 เครื่องที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก และติดตั้งเครื่องกรองอากาศเพื่อจำกัดกัมมันตภาพรังสีที่ออกมาสู่ภายนอก รวมถึงแผนการที่จะนำเอาเรือบรรทุกน้ำมันที่ไม่ได้ใช้ไปจอดทอดสมอใกล้ๆ กับเตาปฏิกรณ์หมายเลข 2 แล้วให้คนงานสูบเอาน้ำปนเปื้อนรังสีเข้มข้นสูงที่มีปริมาณมากเท่ากับสระว่าย น้ำโอลิมปิกหลายๆ สระออกมาบรรจุไว้ในเรือ
       
       ขณะเดียวกันก็มีรายงานด้วยว่า สหรัฐฯ ได้ส่งหุ่นยนต์จำนวนหนึ่งมาให้ญี่ปุ่นยืมใช้ โดยหุ่นยนต์ดังกล่าวสร้างขึ้นตามแบบจำลองที่ใช้ทดสอบทำสงครามในอิรักและ อัฟกานิสถาน โดยพวกมันสามารถเคลื่อนที่ไปตามทิศทางที่กำหนด ถ่ายภาพและเก็บกวาดซากปรักหักพังต่างๆ ภายในอาคารเตาปฏิกรณ์ที่ได้รับความเสียหาย
       
       นั่นก็แสดงให้เห็นเช่นกันว่า วิธีการต่างๆ ที่เคยใช้อยู่ล้มเหลวสิ้นเชิง
       
       ที่น่าตกใจไปกว่านั้นก็คือ ได้มีการตรวจพบสารกัมมันตรังสีในน้ำของมหาสมุทรแปซิฟิกซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับโรงไฟฟ้า มีระดับพุ่งพรวดอย่างน่าตกใจ กล่าวคือก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน ระดับรังสีบริเวณดังกล่าววัดได้ที่ 1,850 เท่าของขีดสูงสุดที่กฎหมายอนุญาต จากนั้นในวันที่ 30 มี.ค.ก็ขยับขึ้นไปเป็น 3,335 เท่า และในวันที่ 31 มี.ค.ก็พุ่งขึ้นไปถึง 4,385 เท่า
       
       นายสึเนฮิซะ คัตสึมาตะ ประธานของเทปโกถึงกับยอมรับ ว่า “เรายังไม่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับปัจจัยสำคัญๆ หลายประการ เป็นต้นว่า เหตุนิวเคลียร์ที่เกิดขึ้นจะยุติลงได้ด้วยวิธีไหน พูดง่ายๆ ก็คือ คาดหมายได้ว่า สถานการณ์อันยากลำบากมากๆ เช่นในเวลานี้จะยังคงดำเนินต่อไป”
       
       และในวันเดียวกันนั้นเองก็เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดวิกฤต นิวเคลียร์เป็นต้นมาที่รัฐบาลญี่ปุ่นแสดงการยอมรับว่า มาตรการรักษาความปลอดภัยของโรงไฟฟ้าที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน ยังบกพร่อง
       
       ยูกิโนบุ โอกามูระ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยรอยเลื่อนมีพลังและแผ่นดินไหวญี่ปุ่น ล่าสุดเมื่อปี 2009 เขาเคยเตือนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในการดูแลของบริษัทโตเกียว อิเล็กทริก เพาเวอร์ (เทปโก) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งด้านตะวันออกเฉียงเหนือ ว่าอาจได้รับความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหว และคลื่นยักษ์สึนามิ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ทุกเวลา แต่สำนักความปลอดภัยด้านนิวเคลียร์และอุตสาหกรรมญี่ปุ่นประเมินความเสี่ยง ต่ำเกินไป และล้มเหลวในการเตรียมมาตรการป้องกันภัย
       
       ........
       
       ถึงตรงนี้ คงไม่ต้องมีคำถามถึงการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสีออกสู่สภาพแวดล้อมภายนอก ว่าหนักหนาสาหัสเพียงใด เพราะสิ่งที่ปรากฏสู่สายตาของชาวโลกคือคำตอบของสถานการณ์ที่แท้จริง
       
       โจทย์ใหญ่ของญี่ปุ่นก็คือ จะมีวิธีการอย่างไรในการหยุดยั้งมหันตภัยครั้งนี้ ทั้งการหยุดยั้งการหลอมละลายของแกนเชื้อเพลิงปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ทั้งน้ำทะเล 4,500 ตันที่ถูกฉีดเข้าหล่อเลี้ยงเตาปฏิกรณ์หมายเลข 3 และอีก 835 ตันที่เตาปฏิกรณ์หมายเลข 4 และไม่นับรวมถึงน้ำจืดอีกจำนวนมหาศาลภายหลังการปรับเปลี่ยนยุทธวิธีเลิกใช้ น้ำทะเลเนื่องจากมีฤทธิ์กัดกร่อนโลหะจนสร้างความเสียหายให้กับเตาปฏิกรณ์ นิวเคลียร์ว่า รัฐบาลของนายนาโอโตะคังจะจัดการได้อย่างไร
       
       “สถานการณ์รุนแรงมาก พวกเขาตั้งปั๊มน้ำที่ปนเปื้อนออกและกำจัดทิ้งเพื่อที่จะลดปริมาณสาร กัมมันตรังสีให้ลดต่ำลง แต่ในความจริงแล้วเป็นไปไม่ได้ เพราะอยู่ในพื้นที่นั้นเพียงแค่ 2-3 นาทีก็อันตรายแล้ว”นายโรเบิร์ต ฟิงก์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการปกป้องสารกัมมันตรังสีของสวีเดนกล่าว
       
       ขณะที่ปริมาณกัมมันตภาพรังสีในน้ำทะเลใกล้กับโรงไฟฟ้าที่สูงมากขึ้น ถึง 4,385เท่าของระดับปกติที่ทางญี่ปุ่นบอกว่า จะสามารถสลายได้เองตามธรรมชาตินั้นก็มีความเห็นที่แตกต่างจาก “นายสมวงศ์ ตระกูลรุ่ง” ผู้อำนวยการสถาบันจีโนม ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) ระบุว่า “กัมมันตภาพรังสีในน้ำทะเล ถ้าเข้มข้นสิ่งมีชีวิตจะตายทันที ถ้าเจือจางดีเอ็นเอจะกลายพันธุ์ ปลาเป็นหมัน เป็นมะเร็ง”
       
       ดังนั้น สิ่งเดียวที่ประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทยจะสามารถกระทำได้ก็คือ การเร่งตรวจสอบและป้องกันมหันตภัยนิวเคลียร์ในครั้งนี้ด้วยตัวเองอย่างไม่ ประมาท และเปิดเผยความเป็นจริงให้กับประชาชนได้รับรู้


ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์

悲しい [ka-na-shii]

ความหมาย : เศร้าโศก