ทันข่าวญี่ปุ่น 25 มีนาคม 2554
Views : 2606
ในที่สุดรัฐบาลญี่ปุ่นก็
ไม่สามารถปกปิดข้อมูลและความจริงเกี่ยวกับมหันตภัยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิ
มะ ไดอิจิได้ และตัดสินใจประกาศเพิ่มระดับความร้ายแรงจากระดับ 4
ขึ้นเป็นระดับ 5 จากระดับอันตรายทั้งหมด 8 ระดับ ซึ่งหมายความว่า
มหันตภัยได้ขยับการแพร่ของสารกัมมันตรังสีที่มีผลกระทบเฉพาะในท้องถิ่นขยาย
ออกไปในท้องที่กว้างขวางยิ่งขึ้น
นั่นหมายความว่า
มหันตภัยครั้งนี้ได้ยกระดับขึ้นไปเทียบชั้นกับกรณีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ทรี
ไมล์ไอส์แลนด์ มลรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐอเมริกาที่เกิดระเบิดเมื่อปี 2522
ไปเรียบร้อยแล้ว
และนั่นคือปัญหาแรกที่ญี่ปุ่นต้องเผชิญ
นอกจากนั้น
ปัญหาใหญ่ของญี่ปุ่นที่ดูเหมือนจะยังคงเป็นสิ่งที่น่าวิตกกังวลไม่แพ้กันอัน
เป็นผลมาจากการขยับสู่ระดับ 5 ก็คือ
การแพร่ของสารกัมมันตรังสีออกจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมะเพราะรัฐบาล
ญี่ปุ่นยอมรับเองว่า ตรวจพบปริมาณกัมมันตภาพรับสีมากเกินกว่าที่กำหนดใน
“นม” และ “ผักโขม” ในพื้นที่ใกล้เคียงกับโรงไฟฟ้าฟูกุชิมะ ไดอิจิ
รวมทั้งยอมรับด้วยว่า
ตรวจพบไอโอดีนกัมมันตภาพรังสีในน้ำประปาของกรุงโตเกียวและพื้นที่อื่นๆ อีก 5
แห่ง ขณะที่ทบวงพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ(ไอเออีเอ) ระบุว่า
มีการตรวจพบกัมมันตภาพรังสีแพร่กระจายไปถึงเมืองซาคราเมนโต
ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา
เช่นเดียวกับไต้หวันที่ได้ตรวจพบไอโอดีนที่มีกัมตภาพรังสีและซีเซียม 137
ในถั่วปากอ้าที่นำเข้าจากญี่ปุ่นล็อตหนึ่ง
ทั้งนี้
แม้การแพร่รังสีในทุกกรณีจะมีปริมาณกัมมันตภาพรังสีอยู่ในระดับต่ำกว่า
มาตรฐานที่จะเป็นอันตรายต่อมนุษย์ตามคำกล่าวอ้าง
แต่การที่องค์การอนามัยโลก(WHO) โดยนายปีเตอร์ คอร์ดิงลียร์ โฆษก
สำนักงานภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตกระบว่า “เป็นที่ชัดเจนมากกว่า
มันเป็นสถานการณ์ที่สาหัสร้ายแรง” แสดงให้เห็นว่า
สารกัมมันตรังสีที่แพร่ออกมาจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมะ ไดอิจิ
ครั้งนี้น่าสะพรึงกลัวยิ่ง
และนั่นคือปัญหาที่สองที่ญี่ปุ่นต้องเผชิญ
คำถามใหญ่ที่ตามมาก็คือ รัฐบาลของนายนาโอโตะ คังจะมีวิธีการรับมือกับปัญหาอันหนักหนาสาหัสเช่นนี้อย่างไร
**ปฏิบัติการกามิกาเซ่
หยุดเตาปฏิกรณ์หลอมละลาย
สำหรับที่มาที่ไปของการยกความร้ายแรงจากระดับ 4 เป็นระดับ 5 นั้น
คงต้องบอกว่า มีที่มาที่ไปที่ไม่ธรรมดา เพราะก่อนหน้าการประกาศครั้งนี้
รัฐบาลญี่ปุ่นต้องเผชิญกับแรงกดดันจากนานาประเทศรวมทั้งข้อมูลข่าวสารเกี่ยว
กับความผิดพลาดในการแก้ปัญหาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมะ ไดอิจิอย่างหนัก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกดดันจากทบวงพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ
รวมทั้งจอมแฉอย่างวิกิลีกส์เกี่ยวกับการละเลยคำเตือนของไอเออีเอเกี่ยวกับ
การปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัย
แต่ฟางเส้นสุดท้ายที่เชื่อว่า
ส่งผลประการสำคัญในการตัดสินใจของญี่ปุ่นในการยกระดับมหันตภัยเป็นผลมาจาก
การเดินทางเข้าพบนายกรัฐมนตรีนาโอโตะ คังของนายยูกิยะ อามาโนะ
ผู้อำนวยการใหญ่ของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ(ไอเออีเอ)
พร้อมระบุว่า อุบัติภัยคราวนี้มีความร้ายแรงสาหัสอย่างยิ่ง
และญี่ปุ่นไม่ควรรับมือแต่เพียงฝ่ายเดียว
หลังจากก่อนหน้านี้นายอานาโนะได้ออกมาเรียกร้องให้ญี่ปุ่นเปิดเผยข้อมูล
เกี่ยวกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ให้มากกว่านี้
จากนั้นในเวลาถัดมาไม่นานนัก “นายฮิเดฮิโกะ นิชิยามะ” โฆษก
สำนักงานความปลอดภัยด้านนิวเคลียร์ของญี่ปุ่นก็ออกมายอมรับถึงความร้ายแรง
ของวิกฤตินิวเคลียร์ครั้งนี้ว่า เชื้อเพลิงของเตาปฏิกรณ์ 3
เครื่องได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงไปอย่างน้อย 3% ซึ่งบ่งชี้ให้เห็นว่า
แกนกลางของเตาปฏิกรณ์เหล่านี้ได้หลอมละลายบางส่วน
และปล่อยกัมมันตรังสีออกสู่บรรยากาศ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เตาปฏิกรณ์หมายเลข 3 ที่เชื้อเพลิงมีส่วนผสมของ
“พลูโตเนียม”
เพราะเป็นสารกัมมันตรังสีที่มีพิษภัยรุนแรงกว่าเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ของเตา
ปฏิกรณ์เครื่องอื่นๆ
ด้วยเหตุดังกล่าวจึงไม่น่าแปลกใจที่ญี่ปุ่นได้ระดมสรรพกำลังและสรรพ
วิธีเพื่อจัดการกับเตาปฏิกรณ์หมายเลข 3 ทั้งการใช้เฮลิคอปเตอร์ชีนุกจำนวน 4
ลำขนน้ำทะเลกว่า 7 ตันเทใส่เตาปฏิกรณ์ รวมทั้งการใช้รถดับเพลิง 30 คัน
เจ้าหน้าที่ดับเพลิงอีก 140 นายและรถบรรทุกน้ำ 11
คันเข้าปฏิบัติการสกัดหายนะภัยที่เตาปฏิกรณ์นี้เป็นพิเศษ
และภายหลังการยกระดับความรุนแรง
ก็ส่งผลทำให้เกิดปฏิกิริยาจากนานาชาติในทันที
เริ่มจากสหรัฐอเมริกาที่ขนครอบครัวของบุคลากรทางการทูตของสหรัฐฯ
ในญี่ปุ่นและพลเมืองอเมริกันจำนวนหนึ่งราว 100
คนขึ้นเครื่องบินเช่าเหมาลำอพยพออกจากญี่ปุ่นไปยังไต้หวัน
อีกทั้งประกาศให้ชาวอเมริกันออกห่างรัศมี 80
กิโลเมตรของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมะ ไดอิจิ
ขณะที่ญี่ปุ่นสั่งอพยพในรัศมี 20 กิโลเมตร
เช่นเดียวกับประเทศอื่นที่มีคำสั่งให้ย้ายสถานทูตของตนเองออกจาก
โตเกียวเป็นการชั่วคราว ไม่ว่าจะเป็นฟินแลนด์ เยอรมนีและออสเตรเลีย
เป็นเต้น
ขณะเดียวกัน
ในช่วงระหว่างที่รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศยกความร้ายแรงเป็นระดับ 5 นั้น
ก็มีข้อมูลชิ้นสำคัญที่ต้องบอกว่า “ช็อกโลก” เลยทีเดียว
เมื่อมีการเปิดเผยออกมาว่า
นอกจากต้นเหตุหลักจากแผ่นดินไหวขนาด 9.0
ริกเตอร์และคลื่นยักษ์สึนามิแล้ว ความผิดพลาดของ “บริษัท โตเกียว
อิเล็กทริก พาวเวอร์ โค” หรือ “เทปโก”
เองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มหันตภัยครั้งนี้ร้ายแรงเกินคาด
ทั้งนี้ เทปโกยอมรับเองว่า
พวกเขาละเลยการตรวจสอบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อย่างเข้มงวด
โดยมีการปลอมบันทึกการซ่อมบำรุงในช่วง 10
วันก่อนที่จะเกิดมหาวิบัติภัยในวันที่ 11 มีนาคม
โดยรายงานการตรวจสอบสภาพโรงไฟฟ้าพบว่า เจ้าหน้าที่ไม่ได้ตรวจอุปกรณ์สำคัญ
33 ชิ้นใน 6 เตาปฏิกรณ์ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมะ ไดอิจิ
ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงการไม่ได้ตรวจสอบวาล์วควบคุมอุณหภูมิของเตาแห่งหนึ่ง
เป็นระยะเวลาที่นานถึง 11 ปี แต่มีการปลอมบันทึกการตรวจสอบขึ้น
เช่นเดียวกับปั๊มน้ำและเครื่องปั่นไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงดีเซล
ซึ่งนั่นหมายความ
ระบบหล่อเย็นของโรงไฟฟ้าแห่งนี้ไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างครบวงจร
ทว่า
ท่ามกลางข่าวร้ายที่ถาโถมเข้าใส่ญี่ปุ่นมาต่อเนื่องหลังแผ่นดินไหวขนาด 9.0
ริกเตอร์และคลื่นยักษ์สึนามิเมื่อวันที่ 11 มีนาคม
ก็มีข่าวดีเกิดขึ้นบ้างเมื่อทาง “เทปโก” ออกมาป่าวร้องให้โลกทราบว่า
เจ้าหน้าที่ของเทปโกประสบความสำเร็จในการเชื่อมต่อสายไฟฟ้าเส้นใหม่กับระบบ
หลักของโรงไฟฟ้าเพื่อให้ระบบหล่อเย็นในเตาปฏิกรณ์กลับมาทำงานอีกครั้ง
โดยเริ่มต่อสายไฟฟ้าเข้ากับเครื่องปั๊มน้ำเข้าระบบหล่อเย็นที่เตาปฏิกรณ์
1-2 ก่อนเป็นลำดับแรก จากนั้นก็ขยายต่อเนื่องจนครบ 6 เตา
แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีใครยืนยันได้ว่า
การป้อนไฟฟ้ากลับเข้าสู่โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์
จะทำให้ระบบหล่อเย็นทำงานได้ใหม่จริงหรือไม่
และจะขจัดอันตรายจากการรั่วไหลของกัมมันตภาพรังสีได้ทั้งหมดจริงหรือไม่
เพราะหลังจากนั้นไม่นานนักคนงานบางส่วนก็ต้องอพยพถอนตัวออกจากเตาปฏิกรณ์
หมายเลข 3 เมื่อมีควันโขมงลอยขึ้นมาจากเตา แม้ภายหลังเทปโกจะออกมายืนยันว่า
กลุ่มควันที่ลอยออกมาจากเตาปฏิกรณ์เป็นเพียงไอน้ำเท่านั้น
แม้กระทั่ง “นายบันริ ไคเอดะ” รัฐมนตรีการค้าของ
ญี่ปุ่นก็ยังยอมรับว่าเป็นการยากที่จะชี้ชัดว่าสถานการณ์รอบโรงไฟฟ้า
นิวเคลียร์แห่งนี้คืบหน้าไปในทิศทางที่ปลอดภัยแล้ว
ซึ่งนั่นหมายความว่าวิกฤตินิวเคลียร์ครั้งที่เลวร้ายที่สุดของโลกในรอบ 25
ปีจะยังคงดำเนินอยู่ต่อไป
ขณะที่ปฏิบัติการกู้ภัยครั้งนี้ก็ต้องเซ่นสังเวยไปด้วยการที่เจ้าหน้าที่ 6 คนถูกสารกัมมันตรังสีระดับสูงจากการออกมายอมรับของ “นายยาซูโอะ ซาโตะ” ผู้บัญชาการหน่วยกู้ภัยชั้นสูง หน่วยงานในสังกัดของกองดับเพลิงโตเกียว
ส่วนกรณีที่วิศวกรของเทบโกพูดถึงวิธีการแบบเดียวกับที่ใช้กับเชอร์โน
บิลคือการใช้ทรายและซีเมนต์ฝังโรงงานไฟฟ้านั้น
นักวิชาการนิวเคลียร์ต่างพากันมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า
โอกาสที่จะประสบความสำเร็จมีไม่มากนัก และไม่เชื่อว่า
วิธีการดังกล่าวจะเป็นหนทางที่ดี
เพราะภายหลังจากการใช้แรงงานและงบจำนวนมหาศาลกว่า 1,000
ล้านดอลลาร์สหรัฐในปฏิบัติการขนทรายและซีเมนต์ฝังโรงงาน
จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ที่เชอร์โนบิลก็ยังคงถูกประกาศเป็นเขตห้ามเข้าในรัศมี
30 กิโลเมตร
แถมสร้างเสร็จแล้วไม่ถึง 20 ปีก็เกิดรอยร้าวและช่องโหว่จำนวนมาก
จนต้องก่อสร้างอาคารโครงสร้างเหล็กเข้าไปใหม่ด้วยมูลค่าสูงถึง 2,210
ล้านดอลลาร์
“น่าจะมีทางออกอย่างอื่นที่ดีกว่าและสิ้นเปลืองทั้งเวลาและเงินน้อยกว่า”นั่นคือความเห็นของ “ชัค เนกิน" ผู้เชี่ยวชาญของกระทรวงพลังงานสหรัฐอเมริกา
เช่นเดียวกับ “โรเบิร์ต อัลวาเรซ”
อดีตรัฐมนตรีพลังงานของสหรัฐอเมริกาที่ระบว่า
“ยการใช้เฮลิคอปเตอร์ทิ้งทรายหรือซีเมนต์ลงไป
ยิ่งทำให้กัมมันตภาพรังสีฟุ้งกระจายมากขึ้น
ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตจากมหาวิบัติภัยครั้งนี้ก็ได้แซงหน้าแผ่นดิน
ใหม่ที่โกเบในปี 2538 ที่มีผู้เสียชีวิต 6,434 คนไปเรียบร้อยแล้ว
โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติญี่ปุ่นได้แถลงยืนยันเมื่อวันที่ 24 มี.ค.ว่า
ยอดผู้เสียชีวิตจากมหาวิบัติภัยครั้งนี้พุ่งสูงถึง 9,525 คน
และมีตัวเลขผู้สูญหายไม่น้อยกว่า 16,094 คน
กระนั้นก็ดี แม้รัฐบาลญี่ปุ่นจะออกมายืนยันถึงข่าวดี
แต่สิ่งหนึ่งที่คนญี่ปุ่นและสังคมโลกต้องยอมรับร่วมกันคือ
การจัดการกับการแพร่ของสารกัมมันตรังสีไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกับแผ่นดินไหว
ขนาด 9.0 ริกเตอร์และสึนามิ
เนื่องจากต้องอาศัยเวลาในการคลี่คลายเป็นอย่างมาก
ที่ทรีไมล์ไอส์แลนด์ รัฐบาลสหรัฐฯ
ใช้เวลาในจัดการแท่งเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่หลอมละลาย 45%
ออกไปกักเก็บอย่างถาวรในที่อื่นนานถึง 8 ปี และใช้งบราว 1,000 ล้านบาท
ส่วนที่เชอร์โนบิลก็ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า ณ ขณะนี้ก็ยังต้องประกาศเขตพื้นที่ห้ามเข้าในรัศมี 20 กิโลเมตร
นี่คือปัญหาที่ท้าท้ายญี่ปุ่นอย่างยิ่ง
**กัมมันตภาพรังสีปนเปื้อนอาหาร
คำเตือนอันน่าสะพรึงกลัวจาก WHO
ท่ามกลางการลุ้นระทึกเกี่ยวกับการหยุดการหลอมละลายของเตาปฏิกรณ์
นิวเคลียร์ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมะทั้ง 6 แห่ง
ปัญหาแทรกซ้อนที่ญี่ปุ่นกำลังวิตกกังวลอย่างหนักก็คือ
การรั่วไหลของกัมมันตภาพรังสีจากโรงไฟฟ้าสู่เบื้องนอก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปนเปื้อนสารรังสีในอาหาร
ทั้งนี้
เนื่องจากหลังวิกฤตนิวเคลียร์ฟูกุชิมะเกิดขึ้นได้มีการตรวจสอบการปนเปื้อน
อย่างละเอียด
ซึ่งก็ได้รับคำยืนยันจากทั้งรัฐบาลญี่ปุ่นและรัฐบาลประเทศต่างๆ ตรงกันว่า
พบการปนเปื้อนในสภาพแวดล้อมโดยเฉพาะในอาหารจริง
โดยกระทรวงสาธารณสุขของญี่ปุ่นได้ออกคำเตือนให้ประชากรบางพื้นที่ที่
อยู่ใกล้ๆ กับโรงไฟฟ้าฟูกุชิมะ
ไดอิจิให้หยุดดื่มน้ำประปาหลังจากที่ตรวจพบสารไอโอดีนปนเปื้อนรังสีในระดับ
สูงกว่าปกติ 3 เท่ารวมทั้งหมด 5 แห่ง อาทิ
หมู่บ้านอิตาเตะที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของโรงไฟฟ้าและมีประชากรราว
6,000 คน เช่นเดียวกับที่กรุงโตเกียว ซึ่ง “นายชินทาโร อิชิฮาระ” ผู้ว่าการมหานครโตเกียวออกมาแถลงยอมรับว่าการมหานครโตเกียวออกมาถุจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ตรวจพบไอโอดีน
กัมมันตภาพรังสีในน้ำประปา โดยอัตราการสลายตัวอยู่ที่ 210
เบคเคอเรลต่อกิโลกรัม หรือเกินกว่า 2 เท่าตัวของระดับความปลอดภัยสำหรับทารก
พร้อมประกาศให้หลีกเลี่ยงการใช้น้ำประปามาละลายนมผงใช้เลี้ยงทารกทันที
นอกจากนั้นยังตรวจพบผักจำนวน 11
ชนิดที่ปลูกในจังหวัดฟูกุชิมะและพื้นที่ใกล้เคียงอย่างจังหวัดอิราบากิ
เมืองโมโตมิยะ เมืองโฮโกตะและนาเมงาตะ ฯลฯ
มีระดับการปนเปื้อนของสารรังสีเกินมาตรฐาน อาทิ บร็อคโคลี ผักโขม
ผักโคมัตสึนะ หัวเทอร์นิป ผักชิโนบูฟุยูนะ ผักซันโตนะ ผักชิจิเรนะ
ผักโคไซไต ผักอาบุรานะ และกะหล่ำปลี
และเรียกร้องให้ผู้บริโภคงดเว้นการบริโภคผักทั้ง 11 ชนิดดังกล่าว
จนรัฐบาลได้สั่งห้ามการจำหน่ายผักดังกล่าว
รวมทั้งห้ามจำหน่ายนมดิบที่มาจากจังหวัดฟูกุชิมะ
ขณะที่ทบวงพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ(ไอเออีเอ) ระบุว่า
ได้ตรวจพบระดับกัมมันตรังสี 5.7 ไมโครซีเวิร์ตส์ต่อชั่วโมงในพื้นที่ห่างจาก
จ.ฟูกุชิมะราว 58 กิโลเมตร
ซึ่งถ้าหากมนุษย์ได้รับรังสีในระดับดังกล่าวติดต่อกัน 7 วัน
จะได้รับสารกัมมันตรังสีสูงถึง 1,000
ไมโครซีเวิร์ตที่เทียบเท่ากับระดับปลอดภัยที่มนุษย์ได้รับปกติในเวลา 1 ปี
รวมทั้งมีการตรวจพบกัมมันตภาพรังสีแพร่กระจายไปถึงเมืองซาคราเมนโต
ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา
เช่นเดียวกับไต้หวันที่ได้ตรวจพบไอโอดีนที่มีกัมตภาพรังสีและซีเซียม 137
ในถั่วปากอ้าที่นำเข้าจากญี่ปุ่นล็อตหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สะท้อนความรุนแรงและความน่าสะพรึงกลัวของการปนเปื้อนในครั้งนี้ก็คือ คำเตือนจากองค์การอนามัยโลก
ปีเตอร์ คอร์ดิงลีย์
โฆษกของสำนักงานภูมิภาคที่ดูแลแปซิฟิกตะวันตกขององค์การอนามัยโลกระบุชัดเจน
ว่า “มันมีความสาหัสร้ายแรงมากยิ่งกว่าที่ใครๆ
ได้เคยคิดกันเอาไว้ในช่วงระยะวันแรกๆ โดยที่ตอนนั้นเราเคยคิดกันว่า
ปัญหาชนิดนี้สามารถที่จะกำจัดให้อยู่เฉพาะในขอบเขต 20-30 กิโลเมตร
มาถึงตอนนี้มันเป็นเรื่องที่สามารถตั้งสมมติฐานได้แล้วว่า
ผลผลิตที่ปนเปื้อนบางส่วนได้หลุดออกมานอกพื้นที่แล้ว”
ขณะที่ “จิม สมิธ” ผู้ชำนาญการด้านโลกและ
วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมแห่งมหาวิทยาลัยพอร์ตสมัธ ประเทศอังกฤษบอกว่า
จากรายงานต่างๆ ที่ทราบมานั้น
ดูเหมือนว่าระดับของไอโอดีนเปื้อนรังสีและของสารซีเซียมที่พบอยู่ในนมและ
อาหารบางชนิดน่าจะอยู่ในระดับสูงกว่าข้อกำหนดของรัฐบาลอย่างมากทีเดียว”
แต่กระนั้นก็ดีคำเตือนของจิม
สมิธก็ดูจะเป็นไปในแนวทางที่ไม่น่าวิตกกังวลมากนัก เพราะเขายืนยันว่า
แม้จะมีการปนเปื้อนแต่ก็ไม่ได้แปลว่า
ถ้ารับประทานอาหารเหล่านี้แล้วจะเป็นอันตรายในทันที
เนื่องจากข้อกำหนดของรัฐบาลนั้นคิดคำนวณด้วยเกณฑ์ที่เผื่อเอาไว้ว่า
ถ้าหากรับประทานต่อเนื่องนานๆ จึงจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
ทว่า สุดท้ายแล้ว
คงต้องบอกว่าวิกฤตนิวเคลียร์ในญี่ปุ่นก็ยังคงเป็นวิกฤตต่อไป เมื่อ "เทปโก"
ผู้รับผิดชอบกิจการของโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ฟูกุชิมะ ไดอิจิ
ออกมาเปิดเผยเมื่อวันที่ 22 มี.ค.ว่า
แท่งบรรจุเชื้อเพลิงที่โรงไฟฟ้าแห่งนี้เกิดการชำรุด
เป็นเหตุให้มีการรั่วไหลรอบใหม่ของสารกัมมันตภาพรังสีอย่างน้อย 5
ชนิดออกสู่อากาศ และบางส่วนยังรั่วไหลลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิกด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้ รายงานข่าวระบุด้วยว่า เจ้าหน้าที่ของ "เทปโก"
ตรวจพบสารไอโอไดน์-131 ในปริมาณที่เข้มข้นกว่าระดับปกติถึง 127 เท่า
จากน้ำทะเลที่อยู่ใกล้กับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมา
ขณะที่ระดับของสารซีเซียม-134 และซีเซียม-137
ที่พบในมหาสมุทรแปซิฟิกบริเวณเดียวกันก็สูงกว่าระดับปกติถึง 25 เท่าและ 17
เท่าตามลำดับ
ไม่รวมถึงสารยูเรเนียมและพลูโตเนียมซึ่งยังไม่อาจวัดปริมาณได้แน่ชัด
กล่าวสำหรับซีเซียม-137 นั้น เป็นสารกัมมันตรังสีที่น่ากลัวที่สุด
เพราะสามารถอยู่ในสิ่งแวดล้อมและก่ออันตรายได้นานหลายร้อยปี
เนื่องจากต้องใช้เวลาถึง 30
ปีกว่าที่ซีเซียม-137จะลดระดับความรุนแรงลงครึ่งหนึ่ง
และต้องใช้เวลาอย่างน้อย 240 ปีถึงจะหมดฤทธิ์โดยสิ้นเชิง
เช่นเดียวกับคณะผู้เชี่ยวชาญจากทบวงพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ หรือ
ไอเออีเอที่ระบุว่า จากการตรวจสอบพื้นที่
ที่อยู่ห่างจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมะ ระยะทาง 20 กิโลเมตร ปรากฏว่า
พบปริมาณกัมมันตรังสีสูงกว่าระดับปกติถึง 1,600 เท่า
โดยปริมาณกัมมันตรังสีที่พบมีปริมาณสูงถึงระดับ 161
ไมโครซีเวิร์ตต่อชั่วโมง ขณะที่ค่าปกติต้องอยู่ที่ระดับ 0.1
ไมโครซีเวิร์ตต่อชั่วโมง ส่วนที่บริเวณเขื่อนโอกากิ
ซึ่งห่างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมะ 16 กิโลเมตร พบปริมาณกัมมันตรังสีสูง
83 ไมโครซีเวิร์ตต่อชั่วโมง
และทั้งหมดนั้นคือ 2
ปัญหาที่รัฐบาลญี่ปุ่นต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการแก้ไขโดยต้องทุ่มเท
ทั้งทรัพยากรจำนวนมหาศาล กำลังคนที่จะต้องเสี่ยงภัย
รวมทั้งเวลาเพื่อยุติมหาวิบัติภัยครั้งนี้ชนิดที่ไม่อาจคาดเดาได้ว่า
จะประสบความสำเร็จหรือไม่
ธนาคารโลกคาดการณ์เอาไว้ว่า มหาวิบัติภัยครั้งนี้
เศรษฐกิจของญี่ปุ่นน่าจะได้รับความเสียหายไม่ต่ำกว่า 235,000
ล้านดอลลาร์หรือประมาณ 4.0% ของจีดีพีประเทศ
และต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูอีกไม่น้อยกว่า 5 ปี
ที่มา: Manager Online
ความหมาย : ตู้เย็น