ในขณะที่การกอบกู้ระบบหล่อเย็นให้แก่เตาปฏิกรณ์ในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ญี่ปุ่น ที่เสียหายจากแผ่นดินไหวและสึนามิยังคงดำเนินไป
แนวคิดในการฝังกลบเตาปฏิกรณ์จากนักวิทยาศาสตร์อเมริกัน
ก็ถูกเสนอผ่านรายการวิทยาศาสตร์ทางโทรทัศน์
ทั้งเพลิงไหม้ การระเบิดและการหลอมละลายบางส่วน
ได้กระหน่ำสร้างความเสียหายให้แก่เตาปฏิกรณ์ในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ
ไดอิชิ (Fukushima Dai-ichi) ของญี่ปุ่น ทั้ง 6 เครื่อง หลังผ่านภัยพิบัติ
ทั้งแผ่นดินไหวและสึนามิ และมีทางเลือกไม่กี่ทาง
ที่จะหยุดอันตรายจากความร้อนเกินพิกัดของวัสดุที่นั่นได้
รถบรรทุกของทหารระดมฉีดน้ำหลายตัน เพื่อลดความร้อนให้แก่เตาปฏิกรณ์
ส่วนคนงานของโรงไฟฟ้า ก็พยายามเดินเครื่องระบบทำความเย็น
หลังจากติดตั้งสายไฟใหม่เข้าไป
สำหรับแนวคิดในการทำสุสานฝังเตาปฏิกรณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิจินี้ สำนักข่าวเอพีรายงานว่า เป็นของ ศ.มิชิโอะ คากุ (Michio Kaku)
นักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยซิตีคอลเลจออฟนิวยอร์ก (City College of New York)
ซึ่งได้เผยแนวคิด ผ่านรายการโทรทัศน์ไซน์แชนแนล (Science Channel)
ของสหรัฐฯ โดยเขาได้พูดถึงการโปรยส่วนผสมของกรดบอริก
เพื่อลดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชัน การเททรายหรือแม้แต่คอนกรีต
เพื่อผนึกวัสดุนิวเคลียร์
ความพยายามเพื่อทำตามในสิ่งที่เขาแนะนำ
อาจต้องใช้เวลาหลายวันหรือหลายอาทิตย์ ดังนั้น เขาแนะนำว่าการเตรียมการ
ควรจะเริ่มเดี๋ยวนี้ในกรณีที่สถานการณ์เข้าขั้นจำเป็นแล้ว โดย
เขา
ยังเห็นภาพกองทัพเฮลิคอปเตอร์และคนงานเททราย
แล้วโบกปูนทับบ่อเก็บเชื้อเพลิงใช้แล้ว และวัสดุนิวเคลียร์อื่นๆ
ที่ได้รับความเสียหาย หากแต่สำนักงานด้านความปลอดภัยนิวเคลียร์ของญี่ปุ่น
และบริษัทผู้ดำเนินกิจการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่ได้รับคำแนะนำดังกล่าวไป
พิจารณา โดย ฮิเดฮิโกะ นิชิยามะ (Hidehiko Nishiyama)
จากสำนักงานความปลอดภัยนิวเคลียร์และอุตสาหกรรม (Nuclear and Industrial
Safety Agency) ของญี่ปุ่น
ไม่เชื่อว่าแนวคิดดังกล่าวเป็นทางเลือกที่ทำได้จริง ส่วน เทรุอากิ โคบายาชิ (Teruaki Kobayashi) ผู้จัดการของบริษัท
โตเกียวอิเล็กทริกพาวเวอร์ (เทปโก) กล่าวว่า ไม่ได้ปฏิเสธแนวทาง
ในการฝังเตาปฏิกรณ์ แต่คิดว่าแนวคิดดังกล่าวมีความเป็นไปได้ต่ำ
ทั้งนี้ เป็นไปได้ว่า
ในวันหนึ่งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะถูกฝังกลบไปกับสุสานคอนกรีต
ซึ่งกรณีดีงกล่าวจะเกิดขึ้นในระยะยาวเมื่อการแผ่รังสีสงบลงแล้ว
แต่ผู้เชี่ยวชาญยังเห็นความเสี่ยงจากวิธีนี้ อย่างหนึ่งนั่นคือ
โครงสร้าง
ที่ป้องกันการแผ่รังสีอยู่ตอนนี้ อาจจะเสียหาย หากถูกวัสดุหนักๆ เทลงไปทับ
และจะเปิดช่องทางใหม่ให้อันตรายจากรังสีแผ่ออกมาได้ “เมื่อคุณทิ้งวัสดุหนักเป็นตันๆ
ที่ความสูงหลายร้อยฟุตจากเฮลิคอปเตอร์นั่น
คุณกำลังทำให้เกิดความเสียหายบางอย่าง มันอาจจะเป็นความเห็นแย่ๆ
ซึ่งผมจะขอให้พวกเขาหยุด และคิดทบทวนสัก 3 รอบ ก่อนที่พวกเขาจะเทของหนักๆ
ลงไป” อเล็กซ์ สิช (Alex Sich) วิศวกรนิวเคลียร์ จากมหาวิทยาลัยฟรานซิสแคน
(Franciscan University) ในโอไฮโอ สหรัฐฯ ให้ความเห็น
ทั้งนี้
สิชเคยอาศัยอยู่ในเชอร์โนบิลและตีพิมพ์ผลงานวิจัยเกี่ยวกับหายนะที่เกิดขึ้น
ที่นั่น ซึ่งได้ระบุว่าเจ้าหน้าที่ของรัสเซียได้เททราย โคลนและวัสดุอื่นๆ
ประมาณ 5,000
ตันจากเฮลิคอปเตอร์ในความพยายามที่จะฝังกลบเตาปฏิกรณ์ที่เป็นอันตราย
และสำหรับสถานการณ์ที่ญี่ปุ่นแตกต่างไปจากหายนะในอดีต
“เตาปฏิกรณ์ของญี่ปุ่นล้อมรอบไปด้วยวัสดุครอบหลายชั้น
ที่ออกแบบมาเพื่อจำกัดการแผ่รังสีจากแกนปฏิกรณ์ หากมีการเทของหนักๆ
ลงไปทำให้หม้อความดันสูง ซึ่งอยู่ภายในให้เสียหาย และเผยแกนปฏิกรณ์ออกมา
นั่นจะเป็นสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผลเลย” สิชกล่าว
สิชแนะนำด้วยว่า
อาจจะดีกว่า
หากเราจะพ่นวัสดุดักจับฝุ่นเตาปฏิกรณ์จากเฮลิคอปเตอร์
ซึ่งเป็นวิธีที่เคยทำที่เชอร์โนบิล เนื่องจากฝุ่นนั้น
สามารถแพร่กระจายไปได้ไกล และการติดเครื่องพ่นละอองอาจลดฝุ่นลงได้
แต่ก็จะทำให้คนงานได้รับรังสีมากขึ้นจากการติดตั้งเครื่องด้วย ด้าน เอลเมอร์ ลูอิส (Elmer Lewis) จากมหาวิทยาลัยนอร์ธเวสเทิร์น (Northwestern University) กล่าวว่า
อีกความเสี่ยงคือ แท่งเชื้อเพลิงใช้แล้ว ซึ่งเป็นต้นตอสำคัญของความกังวล ขณะที่การเททรายนับตันลงไปที่แท่งเชื้อเพลิง อาจกันการแผ่รังสีไม่ให้หลุดรอดออกมาได้
แต่วิธีการดังกล่าว ก็จะกันความร้อนไว้
และทำให้แท่งเชื้อเพลิงร้อนเร็วขึ้น โดยความร้อนอาจทำให้พื้นคอนกรีตแยกออก
และทำแท่งเชื้อเพลิงหล่นลงไปในรอยแยกนั้น
ซึ่งจะสร้างความยุ่งยากมากขึ้นในความพยายามควบคุมการแผ่รังสี
ลูอิสผู้ให้คำปรึกษาด้านปัญหาเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ในห้องปฏิบัติการแห่งชาติของสหรัฐฯ กล่าวว่า
การเทคอนกรีตฝังกลบเตาปฏิกรณ์นั้น ทำได้เมื่อวัสดุแผ่รังสีมีอุณหภูมิเย็นลงแล้ว ซึ่งกระบวนการดังกล่าวต้องใช้เวลาอีกหลายปี เมื่อ
ถึงตอนนั้นจะเลือกใช้วิธีนี้ เมื่อพิสูจน์แล้วว่า การเคลื่อนย้ายวัสดุนิวเคลียร์จากอาคารอย่างปลอดภัยนั้นมีค่าใช้จ่ายสูงเกินไป จึงเลือกการฝังกลบได้
แต่ ณ จุดนี้ เขาและผู้เชี่ยวชาญคนอื่นกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า การเททรายลงไปนั้นเสี่ยงเกินไป เดวิด ลอชบวม (David Lochbaum)
ผู้อำนวยการด้านความปลอดภัยนิวเคลียร์ จากสหภาพนักวิทยาศาสตร์ (Union of
Concerned Scientist) และยังเป็นผู้เฝ้าระวังวิกฤตด้านพลังงานนิวเคลียร์
กล่าวถึงแนวคิดในการผนึกเตาปฏิกรณ์หรือบ่อเก็บแท่งเชื้อเพลิงว่า
จะทำได้ก็ต่อเมื่อ “ไม่เหลือความหวังแล้ว”
แต่เขาเชื่อว่าความหวังยังมีอยู่.