ข้อมูลการศึกษาต่อ 25 กุมภาพันธ์ 2554
Views : 7972
รังสรรค์ เลิศในสัตย์-ศ.ดร.สุระ เลขะกุล-ผศ.ดร.วิภาวดี วงษ์สุวรรณ์
ย้อนไปเมื่อ4ปีที่แล้วถ้าเอ่ยชื่อของสถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น THAI-NICHI Instittute of Technology
(TNI)อาจจะยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักเท่าไหร่นัก
แต่วันนี้หลายคนอาจจะผ่านหูผ่านตามาบ้างแล้ว
เพราะสถาบันนี้ได้ก่อตั้งโดยสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี(ไทย-ญี่ปุ่น) หรือ
ส.ส.ท.ที่มุ่งหวังสร้างบุคคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในด้านเทคโนโลยีเฉพาะทาง
ขึ้น เพื่อป้อนบุคคลากรให้แก่สถานประกอบการของภาคอุตรสาหกรรมของไทย
ได้จัดขึ้นมาในปี พศ. 2548
และเริ่มเปิดการเรียนการสอนในภาคการศึกษาที่1 ในปีการศึกษา2550
ทั้งระดับปริญญาตรีและปริญญาโทที่เน้นเทคโนโลยีด้านวิศวกรรม
สารสนเทศและการจัดการที่จำเป็นสำหรับภาคอุตรสาหกรรมไทย
ส่วนการจัดสร้างหลักสูตรการเรียนการสอนนั้นทางสถาบันได้จัดการสำรวจตลาดความ
ต้องการของตลาดแรงงานว่าต้องการบุคคลากรที่จบมาทางด้านใดบ้าง
ซึ่งผลสำรวจส่วนมากนั้นจะเป็นทางด้านรถยนต์ และไอที
และยังมีองค์กรต่างๆของญี่ปุ่น ในประเทศไทยที่ติดต่อทางสถาบันให้มีการอบรมเตรียมบุคคลให้มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับเทคโนโลยี
สำหรับการเรียนการสอนของTNI
นั้นจะมีหลักสูตรในระดับปริญญาตรีนั้นมี3สาขาทั้งคณะวิศวกรรมศาสตร์
คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและคณะบริหารธุรกิจ
และในระดับปริญญาโทนั้นจะเปิดกว้างสำหรับบุคคลทั่วไปที่ต้องการศึกษาต่อใน
ระดับปริญญาโดยมี 4หลักสูตรให้เลือก คือ หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (MSc)
สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ
ที่ผู้ศึกษาหลักสูตรนี้จะมีความสามารถในการออกแบบ วิเคราะห์
ดำเนินการและบริหารจัดการระบบสารสนเทศในองค์กรได้
ในหลักสูตรนี้จะมีวิชาปรับพื้นฐานคือวิชาภาษาอังกฤษ
ซึ่งผู้ที่ศึกษานั้นไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ทางบัณฑิตวิทยาลัยจะจัดให้มีการ
เรียนภาษาอังกฤษในช่วงฤดูร้อน(มีนาคม-พฤษภาคม) และวิชาบังคับอีก6วิชา
และวิชาเลือกอีก3กลุ่มวิชาทั้งกลุ่มวิชาสารสนเทศทางธุรกิจ
กลุ่มวิชามัลติมีเดีย แลกลุ่มวิชาระบบเครือข่ายที่มีสาขาวิชาต่างๆรวมถึง
26วิชา ให้เลือกเรียน และเรียนในวันพุธและวันเสาร์
นอกจากนี้ ศ.ดร.สุระ เลขะกุล คณบดีคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ
ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า
สำหรับหลักสูตรนี้จะเปิดกว้างให้บุคคลทั่วไปที่สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญา
ตรีทุกสาขา เนื่องจากบางคนนั้นอาจจะไม่ทำงานตรงสายกับการเรียนที่จบมา
ซึ่งจะอาจจะมาเรียนในหลักสูตรนี้เพื่อต่อยอดความรู้และทักษะให้เพิ่มมากขึ้น
และเท่าทันกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
หลักสูตรที่สองคือหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต
สาขาการจัดการอุตรสาหกรรม (MIM)
เป็นหลักสูตรที่พัฒนาให้ผู้ที่ศึกษามีองค์ความรู้และทักษะในการบริหารจัดการ
ธุรกิจและอุตรสาหกรรมการผลิตโดยรวม ได้แก่ การตลาด การบัญชีและการเงิน
การจัดการและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
และการวางแผนและบริหารเชิงกุลยุทธ์มีวิสัยทัศน์ที่สามารถมองภาพรวมขององค์กร
ได้อย่างชัดเจนและแนวคิดการบริหารธุรกิจและอุตรสาหกรรมแบบญีปุ่นและเพิ่ม
ความสามารถในการใช้เครื่องมือทางด้านการจัดการอุตรสาหกรรมที่ทันสมัย
เพื่อใช้ในการวิเคราะห์วินิจฉัยปัญหา การกำหนดแผน
และการดำเนินการเชิงกลยุทธ์เพื่อเพิ่มผลผลิตภาพและสักยภาพการแข่งขันของ
องค์กรได้
ในหลักสูตรนี้จะต้องปรับพื้นฐานด้านการบริหารธุรกิจ
ด้านการบัญชีเบื้องต้น เทคนิคการเพิ่มผลผลิต และด้านภาษาอังกฤษ
ในส่วนของวิชาบังคับจะมี 9วิชา และวิชาเลือกอีก13 วิชา
โดยวิชาบังคับจะแยกเป็น2ส่วน ในส่วนแรกนั้นจะแบ่งเป็น5หมวดด้วยกัน
เช่นการปฏิบัติการด้านบุคคล การปฏิบัติการด้านการตลาด
การปฏิบัติการด้านบัญชี และการปฏิบัติการด้านการเงิน
อีก4หมวดจะเป็นเรื่องของ ระเบียบวิธีวิจัย
สัมนาเชิงวิชาการจัดการอุตรสาหกรรม
ธุรกิจเชิงกุลยุทธ์ที่จะเป็นมีปัญหาจริงๆที่เกิดขึ้นในการทำงานมาเป็นข้อ
ศึกษา และสุดท้ายจะเป็นการวินิจฉัยองค์กรเชิงปฏบัติการหรือShindan
ที่ผู้เรียนจะต้องเข้าไปดูปัญหาจากโรงงานจริงและดูว่าข้อผิดพลาด
หรืดจุดอ่อนของโรงงานนั้นคืออะไรและทำการนำเสนอให้กับเจ้าของโรงงานนั้นให้
รับทราบรวมถึงแนะแนวทางการแก้ปัญหา
หลักสูตรต่อมาคือหลักสูตร การจัดการวิสาหกิจสำหรับผู้บริหาร(EEM)
ที่เปิดหลังหลักสูตรMIM ประมาณ1ปี
โดยหลักสูตรนี้จะเป็นการบริหารรูปแบบใหม่เหมาะกับผู้ประกอบการเจ้าของธุกิจ
SMEและผู้ที่ต้องการอยากจะมีอาชีพที่ปรึกษา
สำหรับหลักสูตรนี้ผู้เรียนจะได้รับความรู้และทักษะในการจัดการ
วิเคราะห์ด้วยวิธีการวินิจฉัย (Diagnosis) และแก้ปัญหาได้จริง
นอกจากนี้ยังสอนให้รู้ทักษะในการวางแผน
และบริหารกลยุทธ์ธุรกิจแบบใหม่(Venture Business)
มาถึงหลักสูตรสุดท้ายกับหลักสูตรวิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต(M.Eng.)
สาขาวิชาเทคโนโลยีวิศวกรรม
ที่หลักสูตรนี้ผู้เรียนจะได้เพิ่มพูนทักษะในการออกแบบ
วิเคราะห์ในการทำงานด้านวิศวกรรม
นอกจากนี้ยังได้เพิ่มพูนทักษะในการใช้เครื่องมือด้านการควบคุมคุรภาพการผลิต
โดยเฉพาะแบบญี่ปุ่น
ซึ่งผู้เรียนมีโอกาสได้ไปทำวิจัยหรือวิทยานิพนธ์ในสถาบันการศึกษาชั้นนำของ
ประเทศญี่ปุ่นเป็นระยะเวลา6เดือนถึง1ปี
และยังได้ไปศึกษางานระยะสั้นในภาคอุตรสาหกรรมหรือห้องปฏิบัติการด้านวิจัยใน
สถาบันการศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่น
และทุกหลักสูตรนั้นผู้เรียนจะได้ทั้งภาษาอังกฤษที่ต้องเป็นพื้นและภาษา
ญี่ปุ่น
ที่ทางสถาบันได้จัดสอนก่อนที่จะได้ไปดูงานหรือทำงานวิจัยและวิทยานิพนธ์ที่
ประเทศญี่ปุ่น
ที่มา: Manager Online
ความหมาย : ร่วมมือ,สามัคคี