ทันข่าวญี่ปุ่น 26 มกราคม 2554
Views : 4701
นักท่องเน็ตชาวญี่ปุ่นฟันธง!!
ลงมติให้เครื่องแบบนักเรียนไทยเป็นเครื่องแบบที่เซ็กซี่ที่สุดในโลกเหตุ
เพราะมีเสื้อที่ “คับติ้ว” เน้นโชว์สัดส่วนชัดเจน
ขณะที่กระโปรงมีความยาวไม่ถึง 20 เซ็นติเมตร ขณะที่สถาบันอุดมศึกษากว่า 30
แห่งขานรับนโยบาย สธ.จัดการกับผู้ฝ่าฝืนทั้งให้ “ใบเหลือง - ใบแดง” ด้าน
รมช.กระทรวงศึกษาระบุมาตรการคุมเข้มยังใช้อยู่ในทุกสถาบัน ชี้ยังมีนักเรียน
-นักศึกษา ส่วนน้อยเท่านั้นที่ยังแต่งกาย “ล่อแหลม”อยู่
วงการศึกษาไทยโด่งดังอีกแล้ว
หลังสื่อญี่ปุ่นตั้งกระทู้ถามความเห็นนักท่องเน็ตเกี่ยวกับชุดเครื่องแบบ
นักเรียนนักศึกษาของทั่วโลกโดยรายงานข่าวดังกล่าวมาจาก http://www.popcornfor2.com ที่ชี้ ไทยครองตำแหน่งชุดนักเรียนที่เซ็กซี่ที่สุด โดยเมื่อวันที่ 21
มกราคม 2554
สื่อของประเทศญี่ปุ่นหลายแห่งได้ทำแบบสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับชุดนักเรียน
นักศึกษาทั่วเอชีย
ซึ่งชุดนักเรียนไทยได้รับการขานรับจากบรรดานักท่องเน็ตทั่วญี่ปุ่นว่าเป็น
ชุดเครื่องแบบนักเรียนที่ “เซ็กซี่”ที่สุดในโลก
เมื่อบทความนี้ถูกเผยแพร่ออกมา
นักท่องเน็ตชาวญี่ปุ่นได้ออกมาร่วมแสดงความคิดเห็นหลากหลาย อาทิ
“ประเทศเราก็เปลี่ยนมั่งเถอะ”
“นี่เป็นจุดเปลี่ยนทัศนคติของฉันเกี่ยวกับประเทศไทยเลยนะนี่”
หรือ“ประเทศเราก็รีบนำเข้ามาเร็วๆ เถอะ”
ต่างกล่าวต้อนรับเครื่องแบบนักเรียนของไทย
แต่ในขณะเดียวกัน
ชาวเน็ตส่วนใหญ่กลับแสดงปฏิกิริยาไม่เห็นด้วยเช่นกัน อาทิ
“มันรัดเกินไปนะ”, “นั่นเครื่องแบบนักเรียนเหรอ
มันจะไม่ทำให้เกิดอาชญากรรมความรุนแรงทางเพศขึ้นเหรอ”
“รู้สึกว่านั่นจะเป็นความหมายที่ต้องการสื่อแบบผิดๆนะ จริงๆแล้ว หรือ
“ประมาณ 70% ของนักเรียนคงรู้สึกอยากจะสวมชุดนั้นน่ะนะ”
อย่างไรก็ตามเมื่อกระแสข่าวนี้เผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยก็
มีคนแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องนี้หลากหลายเช่นกัน
และเชื่อว่าพ่อแม่ผู้ปกครองส่วนใหญ่คง
“ไม่ปลื้ม”กับกระแสข่าวเรื่องนี้อย่างแน่นอน
รมช.เตรียมเรียกประชุม 30 มหาลัย
การแต่งกายแบบไม่รู้จักกาละเทศะของนักศึกษาบางกลุ่มทำให้สถาบัน
อุดมศึกษาทั้ง 30 แห่งต่างถูกเรียกประชุมเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว
ในช่วงแรกๆนั้นประเด็นดังกล่าวนี้ได้รับการขานรับแต่เมื่อมาถึงวันนี้
พฤติกรรม “นุ่งสั้น -
เสื้อรัดติ้ว”ยังคงมีให้เห็นจนกระทั่งเป็นประเด็นร้อนของนักท่องเน็ตชาว
ญี่ปุ่นในวันนี้
ไชยยศ จิรเมธากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ บอกกับ
“ผู้จัดการ 360
องศารายสัปดาห์”ว่าติดตามประเด็นข่าวนี้เช่นกันและเห็นว่าสถาบันอุดมศึกษา
โรงเรียนพานิชยการต่างๆควรจะบรรจุเข้าไปเป็นวาระพิเศษเพื่อกำกับดูแลไม่ให้
นักเรียน นักศึกษามีพฤติกรรมการแต่งกายที่ล่อแหลม
ซึ่งจากเดิมนั้นได้เคยให้นโยบายไปแล้วและเห็นว่าเรื่องนี้จะต้องมีการจัดการ
แก้ไขอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตามที่เมื่อครั้งมีการประชุมแก้ไขปัญหาดังกล่าว
ที่ประชุมมีมติให้แต่ละสถาบันใช้กฎระเบียบที่มีอยู่ทำให้นักศึกษาแต่งกายให้
เหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาต่อสังคมและตั้งคณะทำงานกลุ่มเล็กเพื่อคิดค้น
กลยุทธ์ต่างๆ ที่จะทำให้เกิดกระแสการแต่งกายที่เหมาะสม เช่น
การทำการตลาดเชิงสังคม โดยออกสปอตโฆษณารณรงค์ระดับชาติ
หรือให้องค์กรนักศึกษามีบทบาทดูแลการแต่งกายกันเอง ฯลฯ
รวมทั้งจะสรุปผลประชุมเสนอนายกสภามหาวิทยาลัยและอธิการบดีมหาวิทยาลัยทุก
แห่ง
ตลอดจนหารือกับผู้ผลิตเสื้อเพื่อขอความร่วมมือไม่ให้ผลิตเสื้อขนาดเล็กมาก
“ก่อนผมมารับตำแหน่งก็ติดตามเรื่องนี้อยู่และเมื่อเข้ามารับตำแหน่ง
ก็ได้ให้เป็นนโยบายเร่งด่วนกับทุกมหาวิทยาลัยแล้ว
เห็นว่าเรื่องนี้เงียบหายไปพักใหญ่ๆแต่วันนี้ต้องยอมรับว่ากลับมาฮิตกันอีก
ครั้งจะด้วยการจัดการที่ไม่เข้มงวดหรือสังคมไม่ได้เพ่งเล็งหรือไม่
ฉะนั้นเพื่อแก้ไขปัญหานี้อย่างเบ็ดเสร็จผมจะเรียกประชุมผู้บริหาร
มหาวิทยาลัย
วิทยาลัยและโรงเรียนพานิชยการต่างๆเข้ามารับทราบนโยบายอีกครั้งในเร็วๆนี้”
ยอมรับแฟชั่น “รัด - สั้น”
ยังมีอยู่
ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายกิจกรรมนักศึกษา
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
บอกว่าปัญหาชุดเครื่องแบบนักเรียนนักศึกษาโดยเฉพาะนักเรียนหญิงนั้นยังคงมี
อยู่แต่น้อยลงเมื่อเปรียบเทียบกับสองปีที่ผ่านมาเนื่องจากเรื่องนี้เคยเป็น
เรื่อง
“ทอร์กออฟเดอะทาวน์”มาแล้วและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พยายามแก้ไขปัญหานี้
มาอย่างต่อเนื่อง
แต่ต้องยอมรับว่ายังมีบางส่วนที่”ลอดหูลอดตา”ของคณาจารย์และสถาบันการศึกษา
บ้าง
“เราได้มีการประชุมหารือระหว่างสถาบันศึกษาทั้ง 30
แห่งทั่วประเทศมาแล้วซึ่งสถาบันแต่ละแห่งต่างรับที่จะเข้าไปแก้ปัญหาใน
เรื่องนี้ เช่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เราจะใช้วิธีแจก
“ใบเหลือง”คือเตือนก่อนแล้วค่อยตัดคะแนนความประพฤติคือให้
“ใบแดง”หากนักเรียนคนเดิมนั้นยังแต่งกายไม่รู้จักกาละเทศะอยู่
ซึ่งเท่าที่สังเกตดูจนถึงขณะนี้มีนักศึกษาจากธรรมศาสตร์แต่งกายแบบแฟชั่น
“รัด สั้น” น้อยลงหรือแทบจะไม่มีให้เห็นแล้ว”
อย่างไรก็ตามก็ต้องยอมรับว่ามีนักศึกษาบางส่วนที่ยังคงแต่งตัวตาม
แฟชั่นอยู่ ซึ่งถ้าจะแก้ปัญหาด้วยการห้าม การบังคับ
จะยิ่งเหมือนกับนักศึกษาเหมือนเป็นเด็ก นักศึกษาปี 1 อายุ 18 ปีแล้ว
เขาควรจะเป็นผู้ใหญ่ที่รู้จักใช้เสรีภาพ
ควรจะเรียนรู้ว่าเสรีภาพมีขอบเขตอยู่ตรงไหน
ซึ่งเสรีภาพของการแต่งกายนั้นสิ่งที่กำกับก็คือ “กาละเทศะ”
ซึ่งวิธีการนี้เราถือว่าเป็นการรณรงค์ให้นักศึกษาแต่งกายให้เหมาะสมและถูกกา
ละเทศะ เพราะเสรีภาพนั้นต้องควบคู่กับความรับผิดชอบด้วย
ด้าน ดร.กรรณิกา คำดี หัวหน้าฝ่ายพัฒนาและวินัยนิสิต กองกิจการนิสิต
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บอกว่า ตามปกตินิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ไม่ค่อยแต่งกายหวือหวาเท่าไหร่
อาจจะด้วยวัฒนธรรมของนิสิตเกษตรฯที่ค่อนข้างจะเรียบง่าย ติดดิน
ที่สำคัญทางมหาวิทยาลัยค่อนข้างดูแลเรื่องการแต่งกายของนิสิตอยู่แล้ว
และทำกันมาตลอด หากนิสิตแต่งกายไม่ถูกต้องตามกฎของมหาวิทยาลัย
อาจารย์จะไม่ให้เข้าเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาสอบ เราจะเข้มงวดมาก
เพราะเราอยากให้นิสิตเรียบร้อย แต่ก็จะอนุโลมให้เด็กใส่รองเท้าสีขาว
รัดส้นเท้า ส่วนสีของก็จะเป็นกระโปรงสีดำ หรือสีกรมท่า ขณะเดียวกัน
ทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ทำโปสเตอร์รณรงค์เรื่องการแต่งกายให้ถูก
ระเบียบเพื่อเผยแพร่สื่อประชาสัมพันธ์ไปสู่วิทยาเขตต่างๆ ตามโครงการ
“ก้าวแรกสู่บัณฑิตยุคใหม่” ซึ่งก็ได้ผลมากทีเดียว
ขณะที่ ผศ.วรรณวิภา ทัพวงศ์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ บอกว่าทางมหาวิทยาลัย
ได้กำกับดูแลการแต่งกายของนักศึกษามาโดยตลอดและทำอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี
2551 โดยเรามีสโลแกนรณรงค์การแต่งกายชุดนักศึกษาว่า “ไม่แตะ ไม่เต่อ
ไม่ติ้ว” คือ ไม่ใส่รองเท้าแตะ ไม่ใส่กระโปรงสั้นเต่อ
และไม่ใส่เสื้อคับติ้ว รวมถึงไม่อนุญาตใส่เสื้อยืด กางเกงยีนส์
และปล่อยชายเสื้อไว้นอกกางเกงและกระโปรง
นอกจากนี้ เรายังมีโครงการ “ดีพิว สมาร์ท” (dpu smart)
เป็นโครงการรณรงค์ให้นักศึกษาแต่งกายอยู่ในระเบียบ
โดยจะทำเป็นบัตรสะสมแต้มสำหรับให้อาจารย์ท่านใดก็ได้ในมหาวิทยาลัยเซ็นชื่อ
รับรองการแต่งกายที่ถูกระเบียบของนักศึกษา วันละ 1 ช่อง เท่ากับ 1 แต้ม
สะสมจนครบ 20 แต้ม สามารถนำมาแลกรางวัลได้ โดยของรางวัลจะเป็นหัวเข็มขัด
กระดุม หรือที่ห้อยปกเสื้อ หรือตุ้งติ้ง
“ถ้าแต่งกายผิดระเบียบจะมีการตักเตือนจนไปถึงขั้นยึดบัตรนักศึกษา
ถ้าทำผิดซ้ำแล้วซ้ำอีกจะมีการเพิ่มระดับการลงโทษ คือ
การตัดคะแนนจิตพิสัยและความประพฤติ
ซึ่งจะทำให้ไม่มีสิทธิได้รับใบรับรองความประพฤติ
และจะนำนักศึกษาไปรับการอบรมบุคลิกภาพ เพื่อปลุกจิตสำนึกที่ถูกต้อง
ซึ่งนักศึกษาของเราต่างก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี”
ที่มา: Manager Online
ความหมาย : ร้อน