Share |

การแข่งขัน ทักษะความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่น ครั้งที่ 2

 

แรงด้วยเทคโนโลยี โตโยต้า พริอุส ไฮบริด

7 มกราคม 2554 (เข้าชมมาแล้ว 1078 ครั้ง)


เผลอแผล็บเดียวเมืองไทยเรามีรถยนต์ไฮบริด เครื่องยนต์ลูกผสมระหว่างมอเตอร์ไฟฟ้า กับเครื่องยนต์สันดาปภายใน เข้ามาขายกันเป็นจริงเป็นจังถึง 2 รุ่นไปแล้ว แถมยังผลิตส่งออกขายไปต่างประเทศอีกด้วย แม้ปริมาณจะไม่มากมายเหมือนกับที่อเมริกา หรือญี่ปุ่นก็ตาม ที เริ่มต้นจากโตโยต้า คัมรี่ แล้วก็มารุ่นล่าสุด โตโยต้า พริอุส ถึงจะมีเข้ามาแค่ยี่ห้อเดียว แต่ผมว่า นี่คือ สัญญาณการขับเคลื่อนของรถยนต์เทคโนโลยีใหม่ๆ จากเครื่องยนต์ใช้น้ำมันปรกติทั่วไป สู่การใช้รถพลังงานทดแทนอย่าง พลังไฟฟ้า
       
       คิดว่าส่วนใหญ่คงพอทราบกันแล้ว เกี่ยวกับรถยนต์ไฮบริด เพราะที่ผ่านมาโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย สร้างการรับรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีตัวนี้ไปแล้วพอสมควร แต่ขอทบทวนอีกครั้งคงไม่เป็นไร เครื่องยนต์ไฮบริดเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์ปรกติ และมอเตอร์ไฟฟ้า ทฤษฎีหลักของมันคือ ทั้ง 2 ส่วนจะช่วยกันทำงานเพื่อให้เกิดการประหยัดพลังงานเพิ่มขึ้นนั่นเอง
       
       สำหรับไฮบริดของโตโยต้านั้น เน้นใช้พลังงานจากมอเตอร์ไฟฟ้า ในช่วงที่รถจอดนิ่งอยู่กับที่ เช่นติดไฟแดง และการออกตัวแบบนุ่มนวล หลังจากรถเคลื่อนตัวด้วยความเร็วระดับหนึ่ง เครื่องยนต์ก็จะสตาร์ทเองอัตโนมัติ แล้วทั้งสองระบบจะทำงานประสานกันเพื่อให้ได้ทั้งพละกำลังและความประหยัดมาก ที่สุด และเมื่อใดที่คุณถอนคันเร่งเครื่องยนต์จะดับ ล้อที่หมุนอยู่จะทำหน้าที่เครื่องปั่นไฟ ส่งพลังงานไฟฟ้ที่ได้มาไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่ Ni-MH (Nickel-Metal Hydride) ที่ติดตั้งบริเวณท้ายรถ
       
       การทดสอบโตโยต้า พริอุส ของผมต้องบอกว่า ใช้เวลาไม่มากนัก ระยะการขับขี่ราวๆ 100 กิโลเมตร และไปทดสอบกันไกลถึงจังหวัดเชียงราย เส้นทางทดสอบโตโยต้าฯ ต้องการเน้นให้เห็นถึงกำลังที่ต่อเนื่องของเครื่องยนต์ไฮบริด เป็นทางขึ้นและลงเขาเป็นส่วนใหญ่ เราขับมันจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ตั้งอยู่นอกตัวเมืองกว่า 10 กิโลเมตร มุ่งหน้าขึ้นพระตำหนักดอยตุง ลัดเลาะสันเขา ตะเข็บชายแดนไทยพม่า มาโผล่กันที่ด่านแม่สาย ก่อนจะย้อนกลับไปสิ้นสุดกันที่รีสอร์ตแห่งหนึ่งบนเส้นทางไปดอยแม่สะลอง
       
       ปรกติเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.8 ลิตรทั่วไป ก็สามารถขับขึ้นๆ ลงๆ ดอยได้อยู่แล้ว แต่คงไม่ทันใจเท่ากับเครื่องยนต์ใหญ่ๆ สัก 2.0 ลิตรขึ้นไป แต่เครื่องยนต์ Dual VVT-i ขนาด 1.8 ลิตร 99 แรงม้าของพริอุส ได้กำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้า แบบซิงโครนัสแม่เหล็กถาวรเข้ามาเสริมทั้งแรงม้าและแรงบิด ทำให้ได้แรงม้าเพิ่มเป็น 134 แรงม้า และมันก็ช่วยได้เยอะทีเดียว เราไต่ทางชันและโค้งได้อย่างที่ต้องการ จนรู้สึกอึดอัดเมื่อต้องเจอกับรถทั่วไป ที่ร่วมไต่เขาในทางเดียวกันด้วยความเร็วที่ต่ำกว่า
       
       สิ่งที่ทำให้พริอุสเหนือว่าไฮบริดรุ่นพี่อย่างคัมรี่ คือ นอกจากโหมดการขับขี่ปรกติ ประเภทใส่เกียร์แล้วกดคันเร่งไปเรื่อยๆ แล้ว มันยังเพิ่มโหมดการขับขี่มาให้อีก 3 โหมด คือ Power Mode, ECO Mode และ EV Mode โหมดแรกเหมาะกับวัยรุ่นใจร้อน ชอบแรงๆ เมื่อใดที่ใช้โหมดนี้ทำให้ผมกลับมาขับรถในแบบวัยรุ่นอีกครั้งหนึ่ง รอบเครื่องจัดขึ้น และมอเตอร์ไฟฟ้าก็ออกมาทำงานร่วมอยู่ตลอด ทำให้ได้อัตราเร่งที่เร้าใจ ส่วนโหมด ECO นั้น ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า มันเน้นความประหยัดเป็นหลัก การเปลี่ยนจากโหมด Power เป็น ECO รู้สึกถึงความแตกต่างชัดเจน ความแรงน้อยลงไปเยอะ แม้มอเตอร์ไฟฟ้าจะช่วยเสริมแต่ก็ต้องเผื่อระยะการแซงไว้เหมือนกัน โหมดนี้น่าจะเหมาะกับแม่บ้านขับรถไปส่งลูกๆ ตอนเช้า
       
       โหมด EV จะตัดการทำงานของเครื่องยนต์ และใช้พลังไฟฟ้าในการขับเคลื่อนเพียงอย่างเดียว แต่มันเหมาะกับการขับในหมู่บ้าน เข้าซอยโน้น ออกซอยนี้มากกว่า ออกตัวแบบนุ่มนวล ขับความเร็วไม่เกิน 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ถ้าเผลอขับเร็วกว่านั้น เครื่องยนต์ก็จะออกมาทำงาน โหมดนี้จะถูกยกเลิกเองอัตโนมัติ
       
       ระบบเกียร์อัตโนมัติไฟฟ้า เป็นอีกจุดเด่นของพริอุส สำหรับคนที่ไม่เคยใช้รถยนต์ไฮบริดมาก่อน อาจใช้เวลาทำความคุ้นเคยสักระยะหนึ่ง ใช้แรงผลักเกียร์เพียงเล็กน้อย ตามตำแหน่งเกียร์ต่างๆ แต่มีเกียร์ B เพิ่มขึ้นมาใช้สำหรับการขับลงเขา ลงเนิน หรือใช้เป็นเอนจิ้นเบรกสำหรับช่วยลดความเร็ว เกียร์ตัวนี้จะช่วยเพิ่มการปั่นไฟไปเก็บในแบตเตอรี่ด้วย
       
       ใครที่กังวลเกี่ยวกับราคาแบตเตอรี่ไฮบริด Ni-MH นั้น โตโยต้าการันตีการใช้งานไว้ถึง 5 ปี แต่ก็สมทบไว้ว่า ที่ผ่านมาได้ทดลองใช้งานกันมาแล้วถึง 10 ปี ส่วนใหญ่ไม่พบปัญหาว่าแบตเตอรี่เสื่อม แต่หากต้องเปลี่ยนกันจริงๆ ราคาก็อยู่ที่ลูกละราว 70,000 บาท
       
       อันที่จริง โตโยต้า พริอุส นั้น มีจุดเด่นอีกหลายๆ อย่างที่ผมนำเสนอ แต่คงต้องเป็นโอกาสหน้า และกับคนที่กำลังจดๆ จ้องๆ เจ้าพริอุสตัวนี้ ผมแนะนำให้ไปทดลองขับกันด้วยตัวเองก่อนตัดสินใจ สำหรับผมมองว่า เจ้านี่คุ้มค่ามาก เพราะหากผมต้องหารถยนต์นั่งขนาดคอมแพกต์ แล้วเล็งรุ่นเครื่องยนต์ใหญ่ๆ สัก 2.0 ลิตร ราคาล้านเศษๆ ถึงตอนนี้ผมให้น้ำหนักพริอุสมากที่สุด เพราะราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 1.19 ล้านบาท ส่วนรุ่นท็อปก็ขยับเป็น 1.26 ล้านบาท ต่างกันนิดหน่อย แต่ได้เทคโนโลยีใหม่กว่า


ที่มา : Manager Online