โกเบ ได้ชื่อว่าเป็นเมืองท่าที่ทันสมัย เป็นเมืองแห่งแฟชั่นของญี่ปุ่นที่
ได้รับการยกย่องว่ามีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองไม่แพ้อิตาลี หรือฝรั่งเศส
เป็นเมืองแห่งอาหารการกินและขนมอร่อย
เป็นสวรรค์ของบรรดานักช็อปปิ้งทั้งหลาย
เป็นเมืองใหม่ทันสมัยที่ผู้ไปเยือนจะได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลิน
จนมองไม่เห็นร่องรอยของความเสียหายอย่างย่อยยับไปทั้งเมืองจากพิบัติภัยแผ่น
ดินไหวขนาด 7.3 ริกเตอร์ ในวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2538
ซึ่งเป็นโศกนาฏกรรมครั้งเลวร้ายที่สุดของเมืองโกเบ ที่ทำให้มีคนตายกว่า
6,000 คน บาดเจ็บหลายหมื่นคน อาคารบ้านเรือนพังเสียหายกว่า 2 แสนหลัง
ถนนหนทาง สะพาน ทางด่วน ทางยกระดับ พังทลายลงมาทั่วทั้งเมือง
ผู้คนไร้ที่อยู่อาศัยกว่า 3 แสนคน
นับเป็นโศกนาฏกรรมที่ชาวโกเบไม่เคยลืมเลือน
แม้นจะเป็นโศกนาฏกรรมอันแสนเลวร้าย
แต่หากใครที่ไม่ได้มีชะตากรรมที่ต้องประสบกับมหาพิบัติภัยอันเลวร้ายด้วยตัว
เอง ก็อาจจะนึกภาพของความเสียหายและความรุนแรงของเหตุการณ์ไม่ออก
แม้นเราอาจจะเคยเห็นภาพนิ่งความเสียหายของเมืองโกเบในวันที่เกิดเหตุทางหน้า
สื่อสารมวลชนกันมาบ้างแล้ว
ภาพของสะพานทางด่วนที่ทำจากคอนกรีตเสริมเหล็กขนาดใหญ่
ได้มาตรฐานมั่นคงตามแบบฉบับของชาวญี่ปุ่นที่ได้ชื่อว่าก่อสร้างได้มาตรฐาน
ที่สุดอันดับต้นๆของโลก ยังหักพังทลายเทลงมากองกับพื้นตลอดแนวถนน
แม้นหลายคนจะลองนึกภาพว่าหากตัวเองต้องตกอยู่ในเหตุการณ์อันเลวร้ายเช่นนั้น
จะมีสภาพเป็นอย่างไรก็คงยากจะนึกภาพออก
หากจะให้ได้ภาพที่ใกล้เคียงกับสถานการณ์จริง
ถ้ามีโอกาสผมอยากจะแนะนำให้แวะเข้าไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์รำลึกแผ่นดินไหวโกเบ
"Kobe Earthquake Memorial Museum" ซึ่งเป็นศูนย์รวมเรื่องราว ภาพถ่าย
ภาพเคลื่อนไหว
และอุปกรณ์สิ่งของที่เกิดความเสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่โกเบ
รวมทั้งนิทรรศการเรื่องราวความรู้เกี่ยวกับแผ่นดินไหว
การปฏิบัติตัวเมื่อเกิดแผ่นดินไหว
และที่นี่ยังเป็นศูนย์ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับแผ่นดินไหวอย่างครงวงจร
ที่พร้อมจะถ่ายทอดความรู้แนวทางปฏิบัติให้กับประชาชนผู้คนทั่วไป
ขึ้นไปจนถึงหน่วยงานระดับท้องถิ่น ระดับชาติและระดับนานาชาติ
จุดแรกที่ผู้สนใจจะได้รับชมก็คือ
ห้องฉายภาพยนตร์จอพานอรามาโอบโค้งกว่า 180 องศา
ที่จะฉายภาพยนตร์และภาพเคลื่อนไหวเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในเช้าตรู่วันที่
17 มกราคม 2538
ซึ่งได้รวมรวมมาจากผู้คนจากทั่วเมืองโกเบที่ได้ถ่ายภาพบันทึกเหตุการณ์เอา
ไว้ ผสมผสานกับภาพจากกล้องซีซีทีวีที่ติดไว้ตามจุดต่างๆทั่วเมืองโกเบ
นำมาเรียบเรียงเล่าเรื่องราวให้เห็นด้วยภาพให้เห็นความรุนแรงของการทำลาย
ร้างจากเหตุการณ์ โดยมีระบบเสียงที่ดังสนั่นหวั่นไหวกึกก้องกัปนาทมาประกอบ
โดยทางเจ้าหน้าที่ของศูนย์ประกาศแจ้งให้กับผู้เข้าชมทราบก่อนฉายว่า
ขณะที่ดูภาพยนตร์ความรุนแรงของเหตุการณ์
หากใครดูแล้วเกิดความรู้สึกสลดหดหู่จนไม่สามารถทนดูต่อไปได้
ก็สามารถจะเดินออกไปนอกห้องฉายได้ทันที
ซึ่งเมื่อภาพยนตร์เริ่มฉายก็ปรากฏภาพของเช้าตรู่อันเงียบสงบ
จู่ๆก็เริ่มมีเสียงครางครืนแล้วเกิดแผ่นดินไหวข้าวของในบ้านตกแตกเสียหาย
ภาพอาคารบ้านเรือนภายนอกที่สั่นสะเทือนเหมือนถูกจับเขย่า
ตึกรามบ้านช่องแตกหักพังถล่มทลาย ถนนหนทางแตกแยกเป็นร่อง
ทางด่วนขนาดใหญ่บิดเบี้ยวแตกหักถล่มทลายลงมาอย่างน่าตื่นตระหนก
ภาพยนตร์สั้นๆจากเหตุการณ์จริงความยาวราว 10 นาที
เท่านี้ก็ทำให้ผู้ที่ได้รับชมเกิดความสลดหดหู่และประจักษ์ได้ถึงความรุนแรง
จากการทำลายร้างของเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงครั้งนี้ได้อย่างดียิ่ง
พิพิธภัณฑ์รำลึกแผ่นดินไหวโกเบแห่งนี้ยังได้รวบรวมองค์ความรู้เกี่ยว
กับการป้องกันความเสียหายและการปฏิบัติตนเพื่อความปลอดภัยในขณะเกิดแผ่นดิน
ไหวตั้งแต่ระดับปัจเจกชน ไปจนถึงระดับชุมชน ระดับประเทศ
เพื่อให้เกิดความเข้าใจในปรากฏการณ์ธรรมชาตินี้
แม้จะไม่สามารถป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้น
หรือแม้กระทั่งจะพยากรณ์ล่วงหน้าได้เลยก็ตาม
แต่หากมีแนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกันความเสียหายตั้งแต่ต้น
เช่นการออกแบบโครงสร้างของสิ่งก่อสร้างให้มั่นคงแข็งแรง
เช่นการเสริมโครงเหล็กรูปตัว X
เข้าไปในทุกเสาและคานที่ก่อขึ้นเป็นสี่เหลี่ยมมุมฉากของอาคาร
ลักษณะเป็นอาคารที่มีโครงเหล็กทแยงมุมทั้งหลัง
ก็จะสามารถป้องกันการพังทลายจากการเกิดแผ่นดินไหวได้มากขึ้นกว่าอาคารทั่วไป
รวมไปถึงการปฏิบัติตนในบ้านในโรงเรียน
ที่ทางรัฐบาลญี่ปุ่นรณรงค์เผยแพร่ให้ไปยังประชาชนจนถึงระดับนักเรียนใน
โรงเรียน นั่นจึงทำให้ชาวญี่ปุ่นตระหนักในขั้นตอนการปฏิบัติตนอย่างขึ้นใจ
ชาวญี่ปุ่นพร้อมจะวิ่งไปปิดท่อแก๊ส
วิ่งไปสับคัทเอาท์ตัดไฟก่อนที่จะวิ่งเข้าไปหลบหาที่กำบังที่มั่นคง
เมื่อเกิดแผ่นดินไหว เด็กๆ พร้อมจะอพยพเดินแถวลงมาอยู่ในสนามหญ้าเปิดโล่ง
เมื่อแผ่นดินหยุดการสั่นไหวชั่วครู่
ขั้นตอนการปฏิบัติของหน่วยกู้ภัยที่พร้อมจะออกให้ความช่วยเหลืออย่างเป็น
ขั้นตอน
ซึ่งนั่นเป็นมาตรการรับมือแผ่นดินไหวที่ชาวญี่ปุ่นได้ถ่ายทอดความรู้ต่อกัน
เพื่อให้พวกเขาสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้บนดินแดนของประเทศที่ตั้งอยู่บนแนว
วงแหวนไฟ ( Ring of fire)
ซึ่งเป็นแนวรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกที่ยังคงมีความเคลื่อนไหวที่มีความเสี่ยง
จะเกิดแผ่นดินไหวได้ตลอดเวลา
ปัจจุบันญี่ปุ่นยังมีภูเขาไฟที่ยังไม่ดับอยู่มากมายที่พร้อมจะปะทุขึ้นมา
เมื่อใดก็ได้
แม้นเราจะโชคดีที่ประเทศไทยเรามิได้ตั้งอยู่บนแนววงแหวนไฟอย่าง
ประเทศญี่ปุ่น แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสเกิดแผ่นดินไหว
โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานครที่ตั้งอยู่บนผืนดินอ่อนที่นักวิชาการบางส่วน
เห็นว่าหากเกิดแผ่นดินไหวระดับที่มีความรุนแรงที่มีศูนย์กลางจากแนวรอย
เลื่อนทางตะวันตกหรือจากประเทศพม่าก็อาจจะส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงกรุงเทพฯ
ได้ ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง
เพราะสิ่งก่อสร้างในกรุงเทพฯนั้นมีการก่อสร้าง
มีการต่อเติมกันอย่างไม่เป็นระเบียบ มีป้ายโฆษณาขนาดใหญ่
เสาไฟฟ้าสายไฟฟ้ารกรุงรังไปหมด
ไม่มีมาตรการรองรับการเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว
ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงยิ่ง ถึงเวลาหรือยังที่เราจะมาให้ความสนใจ
หามาตรการป้องกันและถ่ายทอดและฝึกซ้อมแนวทางปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุการณ์ภัย
พิบัติร้ายแรงเกิดขึ้น หากหน่วยงานรับผิดชอบยังไม่มีแนวทางปฏิบัติ
วันนี้เราลองมาสำรวจเพื่อดูแลตัวเองกันไปก่อนดีไหม
เช่นปลดภาพฝาผนังบนหัวนอนออกเมื่อเกิดแผ่นดินไหวตอนกำลังนอนหลับอยู่จะได้
ไม่ล่วงลงมาใส่หัว
หรือลองฝึกซ้อมหาเส้นทางออกจากตัวอาคารที่ทำงานเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
หรือแม้แต่การตุนอาหารแห้งประเภทบ๊ะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
หรืออาหารแห้งพร้อมปรุงง่ายๆ
ที่สามารถยังชีพได้สักสัปดาห์ติดบ้านไว้บ้างเพื่อความไม่ประมาทก็น่าจะดี
โลกเราทุกวันนี้เอาแน่เอานอนได้ที่ไหน
โดย : วินิจ รังผึ้ง
ที่มา: Manager Online
ความหมาย : ความสงบสุข,ความสันติสุข