การศึกษาต่อที่ประเทศญี่ปุ่น

20 มิถุนายน 2553 (เข้าชมมาแล้ว 272 ครั้ง)

ศึกษาต่อประเทศญี่ปุ่น

    การศึกษาระดับสูงในญี่ปุ่นนั้นจะเริ่มต้นหลังจากผ่านการศึกษาระดับโรงเรียนมา 12 ปี
    โดยแบ่งเป็นระดับประถมศึกษา 6 ปี ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 3 ปี และมัธยมปลาย 3 ปี สถาบัน
    การศึกษาระดับสูงที่นักศึกษาต่างชาติสามารถเข้าศึกษาต่อได้ มีทั้งหมด 5 ประเภทดังที่แสดง
    ไว้ในแผนภูมิด้านล่าง โดยแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้เป็น นิติบุคคลมหาวิทยาลัยรัฐ สถาบัน
    ของหน่วยราชการส่วนท้องถิ่น และสถาบันของเอกชน
    ปีการศึกษาของสถาบันการศึกษาระดับสูงในญี่ปุ่นจะเริ่มตั้งแต่เดือนเมษายนของทุกปีและจบลงใน
    เดือนมีนาคมของปีถัดไป ส่วนมากจะแบ่งเป็น 2 ภาคการศึกษาคือ ภาคต้นตั้งแต่เดือนเมษายน
    ถึงเดือนกันยายน และภาคปลายตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนมีนาคม การปิดภาคการศึกษานั้นแตก
    ต่างกันไปตามมหาวิทยาลัยหรือคณะ แต่โดยทั่วไปแล้วจะมีช่วงปิดภาคการ 3 ครั้งใน 1 ปี คือ
    ปิดฤดูร้อน (ปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนกันยายน) ปิดฤดูหนาว (ปลายเดือนธันวาคมถึง
    ต้นเดือนมกราคม) และปิดฤดูใบไม้ผลิ (เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม)
    จำนวนสถาบันการศึกษาตามประเภท(ณ วันที่ 1 เมษายน 2547)
    (ข้อมูลโดย กระทรวงการศึกษา วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี และ
    สมาพันธ์วิทยาลัยอาชีวศึกษาแห่งโตเกียว)
                                         
     รัฐบาล 
     หน่วยราชการ 
    ส่วนท้องถิ่น
     เอกชน 
     รวม 
    วิทยาลัยเทคนิค 
    55
    5
    3
      63
    วิทยาอาชีวศึกษา
    (หลักสูตรวิชาชีพชั้นสูง)
    87
    201
    2,674
    2,962
    วิทยาลัย
    2
    37
    401
      440
    มหาวิทยาลัย
    87
    77
    545

    บัณฑิตวิทยาลัย
    87
    64
    371
    522
    (หมายเหตุ 1) มหาวิทยาลัยที่สอนโดยใช้ระบบทางไกลรวมอยู่ในจำนวนมหาวิทยาลัยเอกชน
    (หมายเหตุ 2) จำนวนของวิทยาลัยและมหาวิทยาลัย ได้ตัดสถาบันที่งดรับนักศึกษาออกแล้ว
    * ตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2547 เป็นต้นไป มหาวิทยาลัยของรัฐทั้งหมดได้กลายเป็น
    “นิติบุคคลมหาวิทยาัลัยรัฐ” ซึ่งแยกเป็นอิสระจากหน่วยงานของรัฐแล้ว
     study plan
    การวางแผนการศึกษา
    นักศึกษาต่างชาติที่ไปศึกษาในญี่ปุ่น มีมูลเหตุจูงใจที่แตกต่างกัน อีกทั้งวิธีการศึกษา ระยะเวลา
    สถาบันก็แตกต่างกันด้วย แต่สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงก็คือ ความสามารถทางการศึกษา ปัจจัยทาง
    เศรษฐกิจ และอาชีพการงาน หรือทิศทางในอนาคตของท่าน แล้วจึงวางแผนการศึกษาต่อไป
    (1) รูปแบบของการศึกษาต่อ
    แบ่งเป็นหัวข้อใหญ่ๆ ได้ 3 ข้อตามจุดมุ่งหมายและระยะเวลาในการศึกษาต่อดังนี้
     รูปแบบของการศึกษาต่อ 
     จุดมุ่งหมาย 
     สถาบันการศึกษา 
     ระยะเวลา 
    ศึกษาต่อเฉพาะภาษา
    เรียนเฉพาะภาษาญี่ปุ่น
    สถาบันสอนภาษาญี่ปุ่นของเอกชน หรือภาษาญี่ปุ่น
    หลักสูตรพิเศษในมหาวิทยาลัยของเอกชน
    ครึ่งปี
    ถึง 2 ปี
    ศึกษาต่อในระยะยาว
    ต้องการได้รับปริญญา
    หรือต้องการทำวิจัยระยะยาว
    บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย วิทยาลัยหลักสูตร
    ระยะสั้น โรงเรียนอาชีวศึกษา วิทยาลัยเทคนิค
    1 ปีขึ้นไป
    * โดยหลักการแล้ว สถาบันการศึกษาระดับสูงของญี่ปุ่นจะจัดการเรียนการสอนเป็นภาษาญี่ปุ่น
    ทั้งหมด หลักสูตรซึ่งสอนด้วยภาษาอังกฤษนั้นมีไม่มากนัก
    (2) ปัจจัยทางเศรษฐกิจ
    ลองคำนวณค่าใช้จ่ายโดยดูจากหัวข้อที่ 12 ควรหลีกเลี่ยงการนำเงินที่จะได้จากการทำงาน
    พิเศษหรือทุนการศึกษามารวมอยู่ในแผนการเงินสำหรับศึกษาต่อ
    2.1 ศึกษาต่อโดยทุนการศึกษา
    ศึกษาต่อโดยทุนการศึกษาของรัฐบาลญี่ปุ่น (กระทรวงการศึกษา วัฒนธรรม กีฬา
    วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี)
    กรณีที่ผู้ได้รับทุนรัฐบาลซึ่งรับรองโดยสถานทูตมีความรู้ด้านภาษาญี่ปุ่นไม่เพียงพอ
    ผู้ได้รับทุนจำเป็นต้องศึกษาในหลักสูตรภาษาญี่ปุ่นเพื่อศึกษาในสถาบันระดับสูงของญี่ปุ่นใน
    มหาวิทยาลัยเสียก่อน จึงสามารถเข้าวิจัยในสาขาเฉพาะของตนได้
    2.2 ศึกษาต่อโดยทุนส่วนตัว
    ศึกษาต่อโดยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการศึกษาเองทั้งหมดหรือรับทุนอื่นๆ (รวมทั้งทุนจาก
    รัฐบาลของประเทศตน) ทว่าการได้รับทุนก่อนหน้าที่จะไปศึกษาต่อที่ญี่ปุ่นนั้นค่อนข้างมีน้อย
    โดยทั่วไป แล้วนักศึกษาจะต้องรับภาระค่าใช้จ่ายไปก่อนแล้วจึงหาทุนในประเทศญี่ปุ่น
     material plan
    การรวบรวมข้อมูลข่าวสาร
    ในการเลือกสถาบันการศึกษาในญี่ปุ่น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะพิจารณาไตร่ตรองอย่างรอบคอบถึง
    แผนการศึกษาและรวบรวมข่าวสารให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ โดยอาศัยจากเอกสารของ
    สถาบันการศึกษาหรือจากแหล่งอื่นๆเสียก่อน การละเลยที่จะตรวจสอบให้แน่ชัดอาจเป็นผลเสีย
    ทำให้ท่านไม่สามารถเข้าศึกษาในวิชาที่ต้องการได้หรืออาจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นโดยใช่เหตุ
    การรวบรวมข้อมูลข่าวสารที่ทันสมัยและถูกต้องเป็นสิ่งจำเป็น
    (1) ขั้นตอนในการรวบรวมข่าวสาร
    1.1 ข่าวสารทั่วไป (คุณสมบัติในการศึกษาต่อ วิธีการสมัคร ทุนการศึกษา ค่าใช้จ่ายต่างๆ ฯลฯ)
    ที่เกี่ยวกับการศึกษาในญี่ปุ่น
    1.2 รายชื่อสถาบันการศึกษา
    1.3 ข่าวสารเกี่ยวกับแต่ละสถาบัน (เป็นเอกสารที่แนบมาพร้อมกับเอกสารแนะนำสถาน
    ศึกษา, ใบสมัครเข้าเรียน ซึ่งบางแห่งต้องซื้อ)
    (2) แหล่งข่าวสาร
    2.1 องค์การสนับสนุนนักศึกษาแห่งประเทศญี่ปุ่น (JASSO)
    สำนักงานข้อมูลการศึกษาแห่งประเทศญี่ปุ่นของ JASSO (โตเกียว โกเบ กัวลาลัมเปอร์
    จาการ์ต้า โซล และกรุงเทพฯ)ให้บริการตอบคำถามที่เกี่ยวกับการศึกษาของประเทศญี่ปุ่น
    แก่ผู้ที่สนใจจะศึกษาต่อในญี่ปุ่นทั้งจากในประเทศและต่างประเทศโดยการพูดคุยโดยตรงทาง
    โทรศัพท์ จดหมาย และการส่งเอกสารให้ นอกจากนี้ยังจัดทำสิ่งพิมพ์ต่างๆ สำหรับผู้ที่ประสงค์
    จะศึกษาต่อยังญี่ปุ่น และให้ข้อมูลของสถาบันการศึกษาต่างๆ ในญี่ปุ่นผ่านทางเว็บไซต์
    และโดยการบริการข่าวสารผ่านทางโทรสารหรือสัญญาณเสียง ซึ่งมีเนื้อหาสำคัญคือ
    1) แนะนำการศึกษาต่อประเทศญี่ปุ่น
    2) แนะนำมหาวิทยาลัยเป็นภาษาอังกฤษ
    3) แนะนำทุนการศึกษา
    4) โปรแกรมศึกษาต่อระยะสั้น
    5) การสอบเพื่อศึกษาต่อมหาวิทยาลัยญี่ปุ่นเป็นต้น

    นอกจากนี้ยังสามารถขอดู ระเบียบการรับสมัครแคทตาล็อกแนะนำสถาบันการศึกษา หรืิอสิ่งพิมพ์
    ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาต่อประเทศญี่ปุ่น ได้จากสถานที่ให้คำแนะนำด้านการศึกษาต่อในประเทศ
    ญี่ปุ่น 50 แห่งทั่วโลกอีกด้วย
    2.2 สถานทูตญี่ปุ่น สถานกงสุลญี่ปุ่น สมาคมส่งเสริมมิตรภาพ
    สามารถขอรับข่าวสารสำคัญหรือเอกสารสำหรับการศึกษาต่อในญี่ปุ่นได้จากสถานที่เหล่านี้
    แต่หลายแห่งจะไม่มีบริการให้คำปรึกษาด้านการศึกษาต่อ โดยท่านสามารถค้นหารายนามของ
    หน่วยราชการญี่ปุ่นในต่างประเทศได้ที่เว็บไซต์
    http://www.mofa.go.jp/mofaj/link/index.html
    2.3 หนังสืออ้างอิง
    ได้แก่ หนังสือต่างๆ ที่รวบรวมข่าวสารสำหรับการศึกษาต่อในญี่ปุ่น นิตยสาร คู่มือแนะนำของ
    แต่ละสถาบันการศึกษา รวมถึงหนังสือคู่มือสอบภาษาสำหรับไปศึกษาต่อในญี่ปุ่นและอื่นๆ นอก
    จากนี้ยังอาจหาได้จากห้องสมุดของมหาวิทยาลัย ร้านหนังสือ หรือสั่งซื้อจากสำนักพิมพ์ต่างๆใน
    ญี่ปุ่นโดยตรงก็ได้
    2.4 เอกสารแนะนำ ระเบียบการรับสมัครของสถาบันการศึกษา
    เอกสารแนะนำระเบียบการรับสมัคร และเว็บไซต์ของแต่ละสถาบันเป็นแห ล่งข่าวสารที่สำคัญที่สุด
    สำหรับการศึกษาต่อในญี่ปุ่น
    2.5 ผู้ที่มีประสบการณ์ในการไปศึกษาต่อที่ญี่ปุ่น
    อาจจะให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการศึกษาต่อในญี่ปุ่นที่ไม่อาจหาจากเอกสารใดๆ ได้ นอกจากนี้
    ยังอาจได้จากสมาคมนักเรียนเก่าญี่ปุ่นของประเทศนั้นๆ รายชื่อที่อยู่ของสมาคมนักเรียนเก่าญี่ปุ่น
    ดูได้จากเว็บไซต์ของกระทรวงการต่างประเทศ
    http://www.mofa.go.jp/mofaj/link/index.html
    2.6 งานแนะแนวศึกษาต่อประเทศญี่ปุ่น
    องค์การสนับสนุนนักศึกษาแห่งประเทศญี่ปุ่นได้จัดงานแนะแนวศึกษาต่อประเทศญี่ปุ่นขึ้นใน
    ประเทศต่างๆ เช่น อินโดนีเซีย ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน จีน
    ประเทศต่างๆในยุโรป และอเมริกา เป็นต้น เป็นประจำทุกปี ซึ่งในงานนี้ นอกจากข่าวสารทั่วไปที่
    ทางองค์การจัดให้แล้ว ยังมีการบริการให้คำปรึกษาส่วนบุคคลจากมหาวิทยาลัยทั้งของภาครัฐและ
    เอกชน รวมทั้งโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับนักศึกษาต่างชาติ ซึ่งท่าน
    สามารถขอรับเอกสารจากสถาบันได้โดยตรง อีกด้วย
    สำหรับข่าวสารของช่วงเวลาจัดงานแนะแนว สถานที่จัด สถาบันการศึกษาต่างๆ ที่เข้าร่วม ท่าน
    สามารถดูได้จากเว็บไซต์ขององค์การที่
    http://www.jasso.go.jp
    2.7 หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการศึกษาในประเทศของท่าน
    หรือหน่วยงานที่ให้ข่าวสารเกี่ยวกับการไปศึกษาต่อต่างประเทศ เช่น สำนักงาน ก.พ. ของ
    ประเทศไทย
    2.8 ค้นหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต
    สถาบันสอนภาษาญี่ปุ่นหลายแห่ง มหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นเกือบทุกแห่งจัดทำเว็บไซต์ของตนเอง
    เพื่อให้ข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับสถาบัน ตามรายชื่อที่อยู่ขององค์กรที่เกี่ยวข้อง
     school plan
    การเลือกสถานศึกษา
    นักศึกษาควรเลือกสถาบันการศึกษาโดยคำนึงถึงวัตถุประสงค์ ความสามารถของตน และ
    แผนชีวิตในอนาคตเสียก่อน จากนั้นจึงใช้อินเตอร์เน็ตช่วยหาและรวบรวมข้อมูล โดยอาศัยตาราง
    รายชื่อสถาบัน เอกสารรวบรวมข้อมูลของแต่ละสถาบัน ระเบียบการรับสมัคร และคู่มือของสถาบัน
    เมื่อได้รายชื่อโรงเรียน สถาบัน และระเบียบการต่างๆ แล้วจึงเลือกสถานศึกษาที่ตนสนใจจากหัวข้อ
    ด้านล่าง โดยแต่ละคนอาจจัดลำดับก่อนหลังของเงื่อนไขดังกล่าวไว้แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความ
    ต้องการในการเรียน ถ้าได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนถึงแต่ละเงื่อนไขแล้ว ก็จะสามารถเลือกสถาบัน
    การศึกษาที่เหมาะสมได้โดยไม่ยาก ท่านควรสมัครสอบคัดเลือกหลายๆ แห่งเพื่อให้สามารถ
    เข้าเรียนในสาขาที่ต้องการได้หากพลาดจากสถาบันใดสถาบันหนึ่ง
    1) พิจารณาจากเนื้อหาของหลักสูตร
    2) มีโปรแกรมภาษาญี่ปุ่นหรือไม่
    3) มีโปรแกรมพิเศษสำหรับนักศึกษาต่างชาติไหม
    4) พิจารณาวิธีการสอบคัดเลือกเพื่อเข้าศึกษาในสถาบัน
    5) มีค่าใช้จ่ายในการศึกษา และค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอื่นๆ
    6) มีทุนการศึกษาหรือระบบช่วยเหลือค่าใช้จ่ายหรือไม่ อย่างไร
    7) มีการจัดหาที่พักให้หรือไม่
    8) พิจารณาถึงความพร้อมของอุปกรณ์ เครื่องมือ สถานที่สำหรับการทำวิจัยว่าเหมาะสม
    หรือพอเพียงหรือไม่ อย่างไร
    9) สภาพแวดล้อมของที่ตั้งสถานศึกษาเป็นอย่างไร

    สถานศึกษาทุกประเภทในประเทศญี่ปุ่นไม่มีการจัดอันดับอย่างเป็นทางการ
    ปัจจุบันถึงแม้ว่านักศึกษาต่างชาติต่างก็มุ่งที่จะไปศึกษาในโตเกียวก็ตามแต่ในพื้นที่อื่นๆ
    ของญี่ปุ่นก็มีข้อได้เปรียบหลายอย่าง ทั้งในเรื่องค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า จำนวนนักศึกษาต่อห้องที่
    น้อยกว่า การได้ใกล้ชิดกับสังคมท้องถิ่นที่มีมากกว่ารวมทั้งสภาพของน้ำและอากาศที่สะอาดกว่า
    ฉะนั้นไม่ควรพิจารณาโรงเรียนเฉพาะในโตเกียวเท่านั้น ขอให้พิจารณาให้ทั่วประเทศจะดีกว่า
    Japanese language institute
    สถาบันสอนภาษาญี่ปุ่น
    แม้ว่าจะมีสถาบันการศึกษาบางแห่งสอนโดยใช้ภาษาอังกฤษ แต่ส่วนใหญ่จะสอนโดยใช้ภาษา
    ญี่ปุ่นทั้งหมด ดังนั้นนักศึกษาที่มีความประสงค์จะศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาระดับสูงในญี่ปุ่น
    จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความสามารถทางภาษาญี่ปุ่นอย่างเพียงพอ ด้วยเหตุนี้นักศึกษา
    ต่างชาติส่วนมากจะศึกษาภาษาญี่ปุ่นก่อนอย่างน้อย 6 เดือนถึง 2 ปี ก่อนสอบเข้าศึกษาต่อ
    ในสถาบันการศึกษาระดับสูง
    ประเภทและจำนวนสถาบันสอนภาษา
    สถาบันสอนภาษาญี่ปุ่นสำหรับผู้ที่ประสงค์จะเข้าศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาระดับสูงในญี่ปุ่น
    แบ่งได้ 2 ประเภท คือหลักสูตรภาษาญี่ปุ่นในมหาวิทยาลัยเอกชนจำนวน 65 แห่ง (ณ
    เดือนเมษายน 2547) และสถาบันสอนภาษาญี่ปุ่นที่สมาคมส่งเสริมการศึกษาภาษาญี่ปุ่นรับรอง
    410 แห่ง (ณ เดือนมีนาคม 2547)
    ในบางประเทศ เช่น มาเลเซีย หรือฟิลิปปินส์ซึ่งหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลายเรียนจบภายใน
    10 หรือ 11 ปีนั้น นักศึกษาที่ผ่านสถาบันสอนภาษาญี่ปุ่นที่มีหลักสูตร “เตรียมเพื่อศึกษาต่อใน
    สถาบันการศึกษาระดับสูง” เท่านั้น จึงจะได้รับการรับรองว่ามีคุณสมบัติเทียบเท่าผู้จบการศึกษาใน
    โรงเรียนที่ใช้เวลาศึกษา 12 ปี สถาบันสอนภาษาที่มีหลักสูตรดังกล่าว มี 19 แห่ง
    หลักสูตรภาษาญี่ปุ่นสำหรับนักศึกษาต่างชาติในมหาวิทยาลัยเอกชน
    การจัดหลักสูตรประเภทนี้ในมหาวิทยาลัยเอกชน (รวมทั้งวิทยาลัยหลักสูตรระยะสั้น) เป็นหลักสูตร
    ปกติที่กำหนดไว้ในกฎหมาย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในระบบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย เป็นหลักสูตร
    สำหรับนักศึกษาต่างชาติที่ต้องการศึกษาภาษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่นหรือวิชาพื้นฐานสำหรับ
    เตรียมสอบคัดเลือกเข้าศึกษาระดับปริญญาตรี ซึ่งมีระยะเวลาเรียนตามหลักสูตรไม่ถึง 1 ปีและ
    ถ้าหลักสูตรของมหาวิทยาลัยใดมีระบบรับรองนักศึกษาให้เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยนั้น นักศึกษา
    ก็สามารถใช้บริการหรือจะเลือกสอบเข้าเรียนในสถาบันอื่นก็ได้ นักศึกษาในหลักสูตรนี้มีความได้
    เปรียบในเรื่องที่พัก งานพิเศษ ตลอดจนสวัสดิการต่างๆ เช่น ความช่วยเหลือในการรักษาพยาบาล
    เนื่องจากได้รับสถานภาพเป็น“นักศึกษาวิทยาลัย”
    (1) สถาบันสอนภาษาญี่ปุ่น
    สถาบันสอนภาษาญีปุ่นของเอกชนที่สมาคมส่งเสริมการศึกษาภาษาญี่ปุ่นรับรอง จะมีหลาย
    ประเภทแตกต่างกันไปตามลักษณะของการก่อตั้ง ว่าก่อตั้งด้วยนิติบุคคลแบบโรงเรียน
    นิติบุคคลตามกฎหมายแพ่ง บริษัทจำกัด กลุ่มอาสาสมัคร เอกชนแบบอื่นๆ หรือสถาบันสอน
    ภาษาที่อยู่ในแผนกภาษาของวิทยาลัยอาชีวศึกษา หลักสูตรที่เปิดสอน นอกเหนือจากภาษา
    ญี่ปุ่นแล้ว ยังเปิดสอนหลักสูตรพื้นฐานเพื่อศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาระดับสูงในญี่ปุ่น
    หลักสูตรที่เรียนเป็นส่วนตัวหรือหลักสูตรระยะสั้นที่มีระยะเวลาเรียนไม่กี่สัปดาห์จนถึงไม่กี่เดือน
    สำหรับหลักสูตรสำหรับการศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาระดับสูงในญี่ปุ่น จะมีระยะเวลาศึกษา
    ตั้งแต่ครึ่งปี จนถึง 2 ปี สถาบันสอนภาษาบางแห่งก็เปิดสอนเป็น 2 รอบ บางแห่งก็เปิดเต็มวัน
    บางแห่งก็มีบริการหอพักให้ด้วย สถานภาพของนักศึกษาคือ
    1. นักศึกษาในหลักสูตรวิชาชีพชั้นสูงของวิทยาลัยอาชีวศึกษา จะได้รับสถานภาพเป็น
    “นักศึกษาวิทยาลัย” 2. นักศึกษาในสถาบันสอนภาษาและสถาบันประเภทอื่นที่นอกเหนือไปจาก
    วิทยาลัยอาชีวศึกษา จะได้รับสถานภาพเป็น “นักศึกษาก่อนวิทยาลัย” นอกจากนี้สถาบันสอนภาษา
    ยังจัดหลักสูตรสำหรับนักศึกษาที่ศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายในประเทศบ้านเกิดของ
    ตนเองไม่ครบ 12 ปีอีกด้วย (ดูข้อ (3) หลักสูตรเตรียมเพื่อศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาระดับสูง)
    (2) หลักสูตรเตรียมเพื่อศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาระดับสูง
    นักศึกษาที่ประสงค์จะเข้าศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาระดับสูงในญี่ปุ่น ต้องสำเร็จการศึกษา ระดับ
    มัธยมศึกษาจากโรงเรียนในประเทศของตนเป็นระยะเวลา 12 ปี ผู้ที่สำเร็จการศึกษาในระยะเวลา 10
    หรือ 11 ปีอย่างในประเทศมาเลเซีย หรือสิงคโปร์ ซึ่ง 1.เคยศึกษาในสถาบันการศึกษาระดับสูงใน
    ประเทศของตนเป็นเวลา 1 หรือ 2 ปีหรือเข้ามาศึกษาต่อในประเทศญี่ปุ่นหลังจากได้รับการศึกษาใน
    สถาบันอื่นๆ โดยนับเป็นปีที่ 12 ในประเทศของตนเอง หรือ 2.สำเร็จการศึกษาในระดับมัธยมศึกษา
    ตอนต้นในประเทศของตนเอง แล้วมาศึกษาต่อในประเทศญี่ปุ่น จำเป็นต้องศึกษาในหลักสูตร
     “เตรียมเพื่อศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาระดับสูง” เป็นเวลา 1 ปี (มี 19 แห่ง) ข้อควรระวังคือ
     ถ้านักศึกษาศึกษาในสถาบันที่ไม่มีหลักสูตรเตรียมเพื่อศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาระดับสูง
    นักศึกษาก็จะไม่ได้รับการรับรองคุณสมบัติให้เข้าศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาระดับสูงในญี่ปุ่นได้
    อนึ่งนักศึกษาหลักสูตรนี้จะได้รับสถานภาพเป็น “นักศึกษาวิทยาลัย”
    *จากการสำรวจของกระทรวงยุติธรรม ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2545 มีผู้ศึกษาอยู่ในสถาบันสอนภาษา
    แบ่งตามประเทศต่างๆ ได้ดังนี้ จีน 35,450 คน (รวมไต้หวันและฮ่องกง) เกาหลีเหนือและใต้
    7,236 คน พม่า 447 คน ไทย 445 คน ฟิลิปปินส์ 427 คน และประเทศอื่นๆ 3,193 คน
    รวม 47,198 คน นอกจากนี้ยังมีผู้ที่ได้รับสถานภาพเป็น “นักศึกษาวิทยาลัย” อีกหลายพันคน
    การเลือกสถาบันสอนภาษาญี่ปุ่น
    ตามระเบียบแล้ว ไม่มีการอนุญาตให้นักศึกษาเปลี่ยนสถานศึกษาจากสถาบันสอนภาษาหนึ่ง
    ไปยังสถาบันสอนภาษาอีกแห่งหนึ่งหรือหลักสูตรภาษาญี่ปุ่นในมหาวิทยาลัยเอกชน จึงควรเลือก
    สถาบันสอนภาษาอย่างรอบคอบ โดยดูจากเอกสารแนะนำสถาบันแต่ละแห่ง หรือสอบถามโดยตรง
    จากผู้ที่กำลังศึกษาอยู่หรือผู้ที่จบจากสถาบันนั้นๆ
    (1) หลักสูตรภาษาญี่ปุ่นสำหรับนักศึกษาต่างชาติในมหาวิทยาลัยเอกชน
    ข้อมูลต่างๆ ของหลักสูตรมีอยู่ในหนังสือ“คู่มือแนะนำหลักสูตรภาษาญี่ปุ่นสำหรับนักศึกษา
    ต่างชาติในมหาวิทยาลัยเอกชน” รวบรวมโดยสมาพันธ์มหาวิทยาลัยเอกชนญี่ปุ่น ซึ่งสามารถ
    ขอดูได้จากสถานทูตญี่ปุ่นในประเทศต่างๆ และทางศูนย์ข้อมูลนานาชาติขององค์การสนับสนุน
    นักศึกษาแห่งประเทศญี่ปุ่นยังได้รวบรวมรายชื่อของมหาวิทยาลัยเหล่านี้ไว้ ซึ่งท่านสามารถ
    ค้นหาจากเว็บไซด์ขององค์การ (
    http://www.jasso.go.jp) หรือขอรับข้อมูลผ่านระบบเสียงโทรศัพท์
    และระบบโทรสารได้
    อนึ่ง เว็บไซต์ขององค์การสามารถเชื่อมต่อไปยังมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีหลักสูตรนี้ได้ด้วย
    (2) สถาบันสอนภาษาญี่ปุ่น
    ในการเลือกสถาบันสอนภาษาญี่ปุ่น สิ่งแรกที่จะต้องทำก็คือ ตรวจสอบว่าสถาบันนั้นได้รับการ
    รับรองจากสมาคมส่งเสริมการศึกษาภาษาญี่ปุ่น (Association for the Promotion of Japanese
     Language Education) หรือไม่ เพราะหากสถาบันนั้นมิได้รับการรับรอง นักศึกษาจะไม่ได้รับ
    การตรวจลงวีซ่าว่าเป็น “นักศึกษาวิทยาลัย” และ “นักศึกษาก่อนวิทยาลัย” สำหรับรายชื่อสถาบัน
    สอนภาษาที่ได้รับการรับรองนั้น ท่านสามารถตรวจสอบได้จากหนังสือ “คู่มือแนะนำสถาบัน
    สอนภาษาญี่ปุ่น (Japanese Language Institute in Japan)” หรือดูได้จากเว็บไซต์ภาคภาษา
    ของสมาคมที่ (
    http://www.nisshinkyo.org)
    นอกจากนี้ยังสามารถตรวจสอบได้จากรายชื่อสถาบันสอนภาษาญี่ปุ่นซึ่งทางศูนย์ข้อมูลนานาชาติ
    ได้จัดทำขึ้นจากหนังสือ “คู่มือแนะนำสถาบันสอนภาษาญี่ปุ่น” ด้วย
    *สำหรับ“คู่มือแนะนำสถาบันสอนภาษาญี่ปุ่น” นั้นจะจัดทำใหม่ทุกๆ 3 ปี
    (3) หลักสูตรเตรียมเพื่อศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาระดับสูง
    เนื่องด้วยทางศูนย์ข้อมูลนานาชาติได้จัดทำรายชื่อ “หลักสูตรเตรียมเพื่อศึกษาต่อในสถาบัน
    การศึกษาระดับสูง” ไว้ ท่านสามารถขอรับข้อมูลได้จากระบบโทรสารและระบบเสียงโทรศัพท์ หรือ
    ตรวจสอบได้จากเว็บไซต์
    http://www.jasso.go.jp
    (4) การเลือกหลักสูตร
    ควรพิจารณาจากเงื่อนไขต่างๆ ต่อไปนี้
    1. เนื้อหาของหลักสูตร : เป็นหลักสูตรที่มีเนื้อหาอย่างไรและเป็นหลักสูตรที่เหมาะสมกับจุด
    มุ่งหมายของตนหรือไม่ เช่น หลักสูตรทั่วไป หลักสูตรภาษาญี่ปุ่นเพื่อศึกษาต่อ หลักสูตร
    ภาษาญี่ปุ่นธุรกิจ เป็นต้น
    ผู้ที่เรียนไม่ครบ 12 ปี ( ประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย ) ในประเทศของตนต้องเลือก
    เรียนในสถาบันสอนภาษาญี่ปุ่นที่มีหลักสูตรเตรียมเพื่อศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาระดับสูงเท่านั้น
    จึงจะสามารถเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยได้
    2. การแบ่งระดับชั้นเรียน : มีการจัดสอบเพื่อแบ่งชั้นเรียนตามความรู้ทางภาษาญี่ปุ่น เพื่อที่
    นักศึกษาแต่ละคนจะได้เรียนบทเรียนที่เหมาะสมกับความสามารถทางภาษาญี่ปุ่นของตน หรือไม่
    3. วิชาพื้นฐาน : สถาบันมีการเปิดสอนวิชาพื้นฐานสำหรับการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในระดับ
    ปริญญาตรี(ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี สังคมศาสตร์ เป็นต้น) ไปพร้อมกับภาษาญี่ปุ่น
    ด้วยหรือไม่
    4. สภาพแวดล้อมของการศึกษา : สถานที่ตั้งของสถาบันดีหรือไม่
    5. หอพักของสถาบัน : มีสถานที่พักของสถาบันหรือไม่ ในกรณีที่ไม่มีที่พักของสถาบัน
    โดยเฉพาะทางสถาบันมีนโยบายช่วยเหลือการติดต่อหาอพาร์ทเมนท์หรือหอพักอื่นๆ หรือไม่
    เดินทางจากที่พักสะดวกหรือไม่
    6. การแนะแนวด้านการศึกษาต่อและความเป็นอยู่ : มีการให้คำแนะนำหรือให้คำปรึกษา
    เพื่อเป็นแนวทางศึกษาต่อหรือไม่ ให้คำปรึกษาในด้านปัญหาความเป็นอยู่หรือไม่
    7. ทิศทางของผู้จบการศึกษา หรือผู้ที่จะศึกษาต่อ
    8. จำนวนอาจารย์ผู้สอน ต่อจำนวนนักศึกษา เพียงพอหรือไม่
    9. ค่าเล่าเรียน เหมาะสมกับจำนวนชั่วโมงที่เรียน จำนวนผู้สอนและอุปกรณ์การเรียนการสอน
    10. วิธีการคัดเลือก พิจารณาจากเอกสารเท่านั้น หรือต้องมีการสัมภาษณ์ผู้ค้ำประกันด้วยหรือไม่
    11. ประเภทสถานภาพของนักศึกษา ว่าเป็นนักศึกษาวิทยาลัยหรือนักศึกษาก่อนวิทยาลัย
    12. เวลาเรียนทั้งหมด
    13. การแบ่งสัดส่วนนักศึกษาแยกตามประเทศ มีการแบ่งชั้นเรียนของนักศึกษา ที่มาจากประเทศ
    ที่ใช้อักษรจีนอยู่แล้วกับนักศึกษาที่มาจากประเทศที่ไม่ได้ใช้ตัวอักษรจีนหรือไม่
    หลักเกณฑ์และวิธีการสมัครเข้าศึกษาในสถาบันสอนภาษา
    การเข้าศึกษาในสถาบันสอนภาษาญี่ปุ่นนั้น ท่านจะต้องสำเร็จการศึกษา โดยมีระยะเวลาศึกษา
    ในประเทศของตนมาแล้ว 12 ปีหรือเทียบเท่า
    สำหรับกรณีผู้ที่จบระดับมัธยมศึกษาตอนปลายด้วยระยะเวลา 10 ปีหรือ 11 ปี ซึ่งมีความประสงค์
    จะเข้าศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาระดับสูง เช่น มหาวิทยาลัยนั้น ท่านจะต้องเข้าศึกษาใน
     “หลักสูตร
    เตรียมศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาระดับสูง” ซึ่งกำหนดโดยกระทรวงการศึกษาวัฒนธรรม กีฬา
    วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเสียก่อน จึงจะมีคุณสมบัติสำหรับสมัครสอบเข้าศึกษาต่อใน
    สถานศึกษาระดับอุดมศึกษาของญี่ปุ่นได้ แต่ว่าในกรณีที่ประสงค์จะศึกษาเฉพาะภาษาญี่ปุ่น
    โดยมิได้สนใจที่จะเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาแล้ว  ท่านสามารถเข้าศึกษาในหลักสูตร
    ปกติของสถาบันสอนภาษาที่ได้รับการรับรองจากสมาคมส่งเสริมการศึกษาภาษาญี่ปุ่นได้ทันที
    โดยไม่เกี่ยวข้องกับประวัติการศึกษาแต่อย่างใด ในกรณีนี้ท่านไม่จำเป็นต้องเลือกหลักสูตร
     “เตรียมเพื่อศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาระดับสูง”แต่อย่างใดด้วย และเนื่องจากมาตรฐาน
    ในการรับสมัครนั้น จะแตกต่างกันไปตามเงื่อนไขของแต่ละสถานศึกษา ดังนั้นกรุณาตรวจสอบ
    รายละเอียดของสถานศึกษาที่ท่านสนใจเสียก่อน
    นอกจากการพิจารณาเอกสารแล้ว ยังมีสถาบันอีกมากที่คัดเลือกด้วยการสอบสัมภาษณ์ (บางแห่ง
    สัมภาษณ์ผู้ค้ำประกันด้วย) และสอบข้อเขียน รวมทั้งมีบางแห่งที่จำเป็นต้องมีผู้ค้ำประกันหรือ
    ผู้ประสานงานด้วย

    สำหรับเอกสารหลักๆ ที่จะต้องส่งไปยังสถาบันมีดังนี้
    1. ใบสมัคร
    2. ใบแสดงผลการเรียน ( transcript )
    3. ประกาศนียบัตร
    4. หนังสือแนะนำ (Letter of recommendation)
    5. เอกสารแสดงสถานภาพทางการเงิน
    6. ใบรับรองแพทย์
    7. ค่าสมัคร ( ประมาณ 30,000 เยน)
    8. หนังสือแสดงความสัมพันธ์กับผู้ค้ำประกัน
    9. การสัมภาษณ์ผู้ค้ำประกัน
    10. การสอบในประเทศของตน

    รายละเอียดต่่่่่่่่่่่่่างๆ จะแตกต่างกันไปตามสถาบัน
    ขอให้นักศึกษาติดต่อกับสถาบันนั้นๆโดยตรง เมื่อส่งเอกสารดังกล่าวข้างต้นแล้วโรงเรียน
    จะแจ้งผลการคัดเลือกไปยังผู้สมัคร และเป็นตัวแทนในการดำเนินการขอวีซ่าให้
    study in university
    การเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย
    การศึกษาในระดับปริญญาตรีหลักสูตรปกติ ต้องมีเวลาศึกษาในมหาวิทยาลัย 4 ปี ส่วนคณะ
    แพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ และสัตวแพทยศาสตร์ จะใช้เวลาศึกษา 6 ปี นอกจากหลักสูตร
    ปกติแล้ว ทางมหาวิทยาลัยยังมีระบบผู้เข้าฟัง (Audit) และ นักศึกษาเลือกเสรีด้วย
    นอกจากการศึกษาระยะยาวเพื่อวุฒิการศึกษาหรือการทำวิจัยระยะยาวแล้ว ญี่ปุ่นยังมีระบบการ
    ศึกษาระยะสั้นสำหรับผู้ไม่ต้องการวุฒิการศึกษาด้วย
    คุณสมบัติของผู้เรียน (ต้องเป็นไปตามข้อกำหนดอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้)
    1. สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนในประเทศของตน โดยต้องศึกษา
    มาเป็นเวลา 12 ปี (ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย)
    *สำหรับผู้ที่จบมัธยมศึกษาในสถาบันการศึกษาระบบโรงเรียนในต่างประเทศ (12 ปี) นั้น
     ต้องเป็นผู้มีอายุ 18 ปีขึ้นไปด้วย จึงสามารถเข้าศึกษาในญี่ปุ่นได้ (*1)
    2. กรณีที่นักศึกษาสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนด้วยระยะเวลา
    เพียง 10 หรือ 11 ปี นักศึกษาจะต้องผ่านสถาบันสอนภาษาญี่ปุ่นที่มีหลักสูตร
     “เตรียมเพื่อศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาระดับสูง” และต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไป
    3. ผู้ซึ่งส่งหลักฐานแสดงว่าผ่านการสอบวัดระดับความสามารถในประเทศบ้านเกิดที่เทียบเท่า
    การสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยในญี่ปุ่น (เช่น การสอบวัดความรู้ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
    ในประเทศเกาหลี)
    4. ผู้ที่จะเข้าศึกษาในระดับปริญญาตรีจะต้องเป็นผู้ที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
    และเป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับว่า มีความรู้เทียบเท่าขึ้นไป ได้แก่
    ก) เป็นผู้สอบผ่านหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลายของนานาชาติ (International Baccalaureate)
    เช่น หลักสูตร Abitur ของประเทศเยอรมัน หรือหลักสูตร Baccalaureate ของประเทศฝรั่งเศส
    และมีอายุ 18 ปีขึ้นไป
    ข) เป็นผู้จบการศึกษาภาคบังคับ 12 ปีในโรงเรียนนานาชาติซึ่งได้รับการรับรองจากสมาคม
    ประเมินผลนานาชาติ (WASC,ACSI,ECIS) และมีอายุ 18 ปีขึ้นไป
    5. เป็นผู้ที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและเป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับว่ามีความรู้
    เทียบเท่าโดยการสำรวจคุณสมบัติการเข้าศึกษาตามระเบียบของแต่ละมหาวิทยาลัย และ
    มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
    *รายละเอียดของ *1,*2 สามารถดูได้จากเว็บไซต์ของกระทรวงการศึกษา วัฒนธรรม กีฬา
     วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ที่ ส่วนเรื่องการโอนหน่วยกิตเพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย
    (
    http://www.mext.go.jp/b_menu/houdou/15/09/03092001.htm)
    การยื่นใบสมัคร
    โดยทั่วไปมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นจะประกาศรับสมัครนักศึกษาในช่วงเดือนมิถุนายน ถึง สิงหาคมของ
    ทุกปี สำหรับมหาวิทยาลัยที่ภาคการศึกษาแรก เริ่มเรียนในเดือนเมษายน มีบางภาควิชาของ
    มหาวิทยาลัย (ประมาณ 40 แห่ง) เท่านั้นที่เปิดเรียนภาคปลายในเดือนกันยายนหรือเดือนตุลาคม
    ท่านสามารถขอดูรายชื่อของมหาวิทยาลัยที่มีการเปิดเรียนในภาคปลายซึ่งศูนย์ข้อมูลนานาชาต
    องค์การสนับสนุนนักศึกษาแห่งประเทศญี่ปุ่น ได้รวบรวมไว้แล้วได้ที่ศูนย์ฯมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง
    ต่างก็มีวิธีการในการสมัครแตกต่างกัน ควรสอบถามไปยังมหาวิทยาลัย ที่เราต้องการเข้าศึกษา
     เกี่ยวกับระเบียบการในการรับสมัคร อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปแล้วเอกสารที่จำเป็นมีดังนี้
    1. ใบสมัคร ( ให้ใช้ใบสมัครที่มหาวิทยาลัยกำหนดให้ )
    2. ประวัติการศึกษา
    3. ใบรับรองที่คาดว่าจะจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
    4. ใบแสดงผลการศึกษาของโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ( ใบ ร.บ.)
    5. ใบรับรองจากอาจารย์ใหญ่หรืออาจารย์ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่ท่านเคยศึกษา
    6. ใบรับรองแพทย์
    7. รูปถ่าย
    8. สำเนาบัตรประจำตัวคนต่างด้าว ถ้าผู้สมัคร สมัครเรียนในญี่ปุ่น
    (9. เอกสารแสดงความสัมพันธ์กับผู้ค้ำประกัน)
    วันหมดเขตรับสมัคร วิธีการรับสมัคร ระยะเวลาการสมัคร เอกสารประกอบการสมัครนั้นจะ
    แตกต่างกันไปตามแต่ละภาควิชา และมหาวิทยาลัย นักศึกษาต่างชาติจึงควรติดต่อกับสถาบัน
    ที่ประสงค์จะเข้าศึกษาต่อนั้นโดยตรง ซึ่งบางแห่งก็จะเร็ว คือ ปิดรับสมัครเพียงเดือนสิงหาคมในปี
    ก่อนหน้าที่จะเริ่มศึกษาเท่านั้น ในกรณีที่ส่งใบสมัครจากต่างประเทศ เพื่อที่เอกสารจะได้ส่งไปถึง
    ทันในเวลาปิดรับสมัคร ขอให้ท่านคำนึงถึงสภาพของการไปรษณีย์ในประเทศของตนด้วย
    ท่านสามารถตรวจสอบรายชื่อมหาวิทยาลัยที่รับนักศึกษาก่อนมาญี่ปุ่นได้จากรายชื่อที่องค์การฯ
    จัดทำขึ้น
    การสอบเข้าศึกษาต่อ
    การจะเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยของญี่ปุ่นนั้น นักศึกษาจำเป็นต้องสอบผ่านการสอบคัดเลือกของ
    มหาวิทยาลัยนั้นๆ เสียก่อน
    มีมหาวิทยาลัยจำนวนมากที่จัดให้มีการสอบคัดเลือกพิเศษสำหรับนักศึกษาต่างชาติ ประกอบกับ
    การพิจารณาจากเอกสาร การสอบสัมภาษณ์ การทดสอบความสามารถทางวิชาการที่มหาวิทยาลัย
    แต่ละแห่งจัดขึ้น ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วนักศึกษาจะต้องมาสอบที่ประเทศญี่ปุ่น
    มหาวิทยาลัยที่มีระบบรับนักศึกษาก่อนมาญี่ปุ่นมีประมาณ 100 แห่ง มหาวิทยาลัยที่จัดให้มีการ
    สอบเข้าศึกษาต่อขึ้นที่ต่างประเทศมีประมาณ 30 แห่ง มหาวิทยาลัยที่รับนักศึกษาเข้าศึกษาต่อโดย
    พิจารณาจากเอกสารอย่างเดียวมีประมาณ 20 แห่ง ซึ่งนับว่าน้อยมากเมื่อเทียบจำนวนมหาวิทยาลัย
    ทั้งประเทศ อย่างไรก็ตาม จำนวนมหาวิทยาลัยที่พิจารณารับนักศึกษาจากผลการสอบของ
    “การสอบเพื่อศึกษาต่อในประเทศญี่ปุ่นสำหรับนักศึกษาต่างชาติทุนส่วนตัว” ก็มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
    รายละเอียดเกี่ยวกับวันสอบ วิชาที่สอบ และการพิจารณารับผลการสอบของ “การสอบเพื่อศึกษา
    ต่อในประเทศญี่ปุ่นสำหรับนักศึกษาต่างชาติทุนส่วนตัว” ของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งจะแตกต่างกัน
    นักศึกษาสามารถตรวจสอบได้จาก “คู่มือแนะนำการเข้าศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยสำหรับนักศึกษา
    ต่างชาติทุนส่วนตัว” ซึ่งจัดพิมพ์เป็นภาษาญี่ปุ่นโดยองค์การสนับสนุนนักศึกษาแห่งประเทศญี่ปุ่นมี
    กำหนดออกในเดือนสิงหาคม หรือติดต่อสอบถามไปยังมหาวิทยาลัยโดยตรง
    การสอบสำหรับนักศึกษาต่างชาติทุนส่วนตัว
    เป็นการสอบรูปแบบใหม่ที่จัดขึ้นโดยองค์การสนับสนุนนักศึกษาแห่งประเทศญี่ปุ่นนับตั้งแต่ปี
    พ.ศ. 2546 เป็นต้นมา เพื่อประกอบการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีสำหรับนักศึกษา
    ต่างชาติทุนส่วนตัว การสอบนี้จะจัดขึ้นปีละ 2 ครั้ง ในเดือนมิถุนายนและพฤศจิกายนของทุกปี การ
    สอบจะจัดขึ้นในเมือง 15 แห่งทั่วญี่ปุ่น และตามเมืองใหญ่ 13 แห่งทั่วทวีปเอเชีย รายละเอียดของ
    สถานที่สอบสำหรับผู้มีความประสงค์ซึ่งอยู่ในต่างประเทศนั้น กรุณาดูจาก “รายชื่อสถานศึกษาที่
    สามารถสมัครเข้าศึกษาต่อได้ก่อนมาประเทศญี่ปุ่นโดยใช้ผล EJU”
    วิชาที่สอบได้แก่ ภาษาญี่ปุ่น วิทยาศาสตร์ (ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ โดยเลือกสอบ 2 วิชา) ความรู้ทั่วไป
    คณิตศาสตร์ ( เลือกสอบตามสาย ) นอกจากนี้การสอบแบบนี้ยังสามารถระบุภาษาที่ใช้สอบได้
    ด้วย ว่าจะสอบด้วยภาษาอังกฤษหรือภาษาญี่ปุ่น ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัยที่นักศึกษาต้องการจะ
    เข้าศึกษาต่อว่ากำหนดให้นักศึกษาเลือกสอบแบบใด และวิชาใดบ้างที่ต้องทดสอบ

    อนึ่ง ผลการสอบจะถูกส่งให้กับผู้เข้าสอบ และเก็บผลสอบไว้ที่องค์การสนับสนุนนักศึกษา
    แห่งประเทศญี่ปุ่นเพื่อใช้เป็นข้อมูลยืนยันกับมหาวิทยาลัยที่สอบถามเข้ามา
    สำหรับปี 2547 นี้ ได้จัดให้มีการสอบขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 20 มิถุนายน และ 14 พฤศจิกายน
    (*สำหรับอินโดนีเซีย สิงคโปร์ และมาเลเซียจะจัดในวันอาทิตย์ที่ 7 พฤศจิกายน)

    ในบรรดามหาวิทยาลัยที่ยอมรับผลการสอบเพื่อศึกษาต่อในญี่ปุ่นของนักศึกษาต่างชาติทุน
    ส่วนตัวนั้น มีมหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่งที่ยินดีรับนักศึกษาโดยใช้เพียงผลการเรียนระดับมัธยมศึกษา
    ตอนปลายและผลการสอบเพื่อศึกษาต่อในญี่ปุ่นเท่านั้น ไม่ต้องผ่านการสอบคัดเลือกเข้าศึกษา
    ของแต่ละมหาวิทยาลัยอีก หากยื่นสมัครไปยังมหาวิทยาลัยเหล่านี้ นักศึกษาย่อมสามารถเข้า
    มหาวิทยาลัยที่ตนประสงค์ได้ทันที โดยไม่ต้องไปยังประเทศญี่ปุ่นเลย สำหรับรายชื่อของ
    มหาวิทยาลัยที่มีระบบรับเข้าศึกษาก่อนมาประเทศญี่ปุ่นนั้น สามารถดูได้ในหัวข้อ “สถาบันที่มี
    ระบบรับเข้าศึกษาก่อนมาประเทศญี่ปุ่นโดยใช้ผลสอบเพื่อศึกษาต่อในญี่ปุ่น ที่เว็บไซต์
    http://www.jasso.go.jp/examination/efjuafis_thai.html
    การสอบวัดระดับความสามารถทางภาษาญี่ปุ่น
    การสอบนี้จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวัดผลและรับรองความสามารถทางภาษาญี่ปุ่นของชาว
    ต่างชาติผู้เรียนภาษาญี่ปุ่น การสอบภายในประเทศญี่ปุ่นจัดโดยสมาคมสนับสนุนการศึกษา
    นานาชาติแห่งประเทศญี่ปุ่น โดยจัดสอบที่ฮอกไกโด มิยาหงิ โทฉิหงิ ไซตามะ ชิบะ โตเกียว
    คานางาวะ โทยาม่า นางาโนะ ชิสึโอกะ ไอจิ โอซาก้า เฮียวโหงะ ฮิโรชิม่า โคงาว่า ฟุคุโอกะ
    และ โอกินาว่า ส่วนในต่างประเทศ เดอะ เจแปน ฟาวน์เดชัน จัดสอบใน 92 เมืองใหญ่ทั่วโลก
    รวม 40 ประเทศ ในปี พ.ศ. 2547 นี้จัดให้มีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 5 ธันวาคม
    การนำผลสอบวัดระดับความสามารถทางภาษาญี่ปุ่นไปใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินสำหรับนักศึกษา
    ต่างชาติ ทุนส่วนตัว ในการเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยจะใช้ผลการสอบ
    ในปี พ.ศ.2544 เป็นปีสุดท้าย
    ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 เป็นต้นไป จะใช้คะแนนภาษาญี่ปุ่นในข้อสอบเพื่อศึกษาต่อในประเทศญี่ปุ่น
    สำหรับนักศึกษาต่างชาติทุนส่วนตัวเป็นเกณฑ์พิจารณารับนักศึกษาแทน
    การสอบโดยศูนย์การสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยแห่งชาติ
    นักศึกษาญี่ปุ่นที่ต้องการเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยของรัฐบาลและของท้องถิ่น รวมทั้งมหาวิทยาลัย
    เอกชนบางส่วน (ระดับปริญญาตรี) จำเป็นต้องผ่านการสอบของศูนย์การสอบคัดเลือกเข้ามหา
    วิทยาลัยแห่งชาติ มหาวิทยาลัยส่วนมากยกเว้นการสอบนี้สำหรับนักศึกษาต่างชาติ แต่ในบางคณะ
    ของสถาบันบางแห่งยังคงกำหนดให้นักศึกษาต่างชาติต้องผ่านการสอบนี้อยู่โดยเฉพาะคณะ
    แพทยศาสตร์ และคณะทันตแพทยศาสตร์
    วิธีคัดเลือกนักศึกษาต่างชาติในแต่ละมหาวิทยาลัย
    มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งมีวิธีการคัดเลือกนักศึกษาต่างชาติแตกต่างกันไปตามคณะของแต่ละ
    มหาวิทยาลัย ต้องสอบถามไปยังมหาวิทยาลัยนั้นๆ โดยตรงว่ามีความจำเป็นต้องเข้าทดสอบ
    หรือไม่ ต้องทดสอบอะไรบ้าง วิธีการคัดเลือกโดยทั่วๆ ไปมีดังต่อไปนี้
    1. การพิจารณาจากเอกสาร
    2. การสอบวัดความสามารถที่มหาวิทยาลัยนั้นๆ จัดขึ้นโดยเฉพาะ
    3. การสอบสัมภาษณ์
    4. การให้เขียนบทความสั้น เรียงความ
    5. การสอบวัดระดับความสามารถ และความถนัดอื่นๆ
    หลักสูตรที่ศึกษาด้วยภาษาอังกฤษ
    สถาบันการศึกษาระดับสูงในญี่ปุ่นส่วนใหญ่ดำเนินการเรียนการสอนเป็นภาษาญี่ปุ่น แต่ก็มี
    มหาวิทยาลัยจำนวนไม่น้อยที่จัดให้มีหลักสูตรพิเศษที่มีการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ
    เพื่อให้ได้วุฒิการศึกษา และก็ยังมีมหาวิทยาลัยบางแห่งที่จัดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ
    สำหรับหลักสูตรระยะสั้นด้วย
    ท่านสามารถตรวจดูรายชื่อของมหาวิทยาลัยที่มีการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษซึ่งรวบรวมโดย
    องค์การสนับสนุนนักศึกษาแห่งประเทศญี่ปุ่นได้ในเว็บไซต์ขององค์การที่
    http://www.jasso.go.jp
    และสามารถรับเอกสารผ่านระบบโทรสารและสัญญาณเสียง
    ผู้เข้าฟัง และ นักศึกษาเสรี
    เนื่องด้วย “ผู้เข้าฟัง” เป็นนักศึกษาที่เลือกเข้าฟังบรรยายในรายวิชาเฉพาะ ดังนั้นจึงมีบาง
    มหาวิทยาลัยเรียกผู้เข้าฟังว่าเป็น “นักวิจัยระดับปริญญาตรี” ส่วนหน่วยกิตของวิชาเลือกเสรีจะไม่ได้
    รับการรับรอง
    “นักศึกษาเลือกเสรี”เองก็เป็นนักศึกษาที่ขอเข้าฟังบรรยายในรายวิชาเฉพาะ แต่การรับรองใน
    หน่วยกิตของวิชาเลือกเสรีนั้นจะแตกต่างจากผู้เข้าฟัง วิชา (และหน่วยกิต)ที่อนุญาตให้เข้าฟังหรือ
    คุณสมบัติการเข้าฟังของผู้เข้าฟังและนักศึกษาเลือกเสรีนั้นจะแตกต่างกันไปตามสถาบัน
     แต่เนื่องจากผู้เข้าฟังและนักศึกษาเลือกเสรีนั้น ถือเป็นนักศึกษาพิเศษ ดังนั้นหากจะขอรับ
    สถานภาพการอยู่อาศัยเป็น “นักศึกษาวิทยาลัย”แล้ว ตามกฎหมาย “ควบคุมการเข้าเมืองและ
    รับรองผู้อพยพ” นักศึกษาเหล่านี้จะต้อง “เข้าฟังบรรยายมากกว่า 10 ชั่วโมง (600 นาที)
     ต่อสัปดาห์”
    เนื่องด้วยทางศูนย์ข้อมูลนานาชาติได้จัดทำรายชื่อมหาวิทยาลัยที่มีระบบเข้าฟังไว้แล้ว ขอให้
    ท่านสอบถามรายชื่อของมหาวิทยาลัยเหล่านี้ได้ที่ศูนย์ฯ
    การโอนหน่วยกิจ
    มหาวิทยาลัยที่มีระบบโอนหน่วยกิตซึ่งอนุญาตให้ชาวต่างชาติโอนได้ด้วยนั้นแบ่งเป็นมหาวิทยาลัย
    ของรัฐประมาณ 40 แห่ง มหาวิทยาลัยท้องถิ่นประมาณ 10 แห่ง และมหาวิทยาลัยเอกชนอีก
    ประมาณ 170 แห่ง แต่ว่า ในจำนวนนี้มีมหาวิทยาลัยเพียงส่วนน้อยประมาณ 50 แห่งเท่านั้น
    ที่จัดให้มีการสอบโอนย้ายหน่วยกิตเข้าศึกษาเป็นกรณีพิเศษสำหรับนักศึกษาต่างชาติ ซึ่ง
    จำนวนของผู้สมัครสอบในลักษณะนี้ก็มีน้อยด้วย ส่วนใหญ่แล้วนักศึกษาต่างชาติต้องสอบเข้า
    เหมือนกับคนญี่ปุ่น
    มีผู้ที่จบจากวิทยาลัยหลักสูตรระยะสั้นหรือวิทยาลัยเทคนิค ผู้สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัย
    อาชีวะที่ได้รับวุฒิ “ผู้เชี่ยวชาญ” ผู้ที่จบหลักสูตรพื้นฐาน (1~2 ปีการศึกษา) ในมหาวิทยาลัย หรือ
    ผู้ที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยหลักสูตร 4 ปีแล้ว ขอโอนหน่วยกิตเข้าเป็นนักศึกษาปี 2 หรือ
    3 ในมหาวิทยาลัยเพื่อเปลี่ยนสาขาวิชาเอก และเข้าสู่หลักสูตรที่ได้รับวุฒิการศึกษา
    (เข้าหลักสูตรปริญญาตรี) แต่จำนวนของผู้ที่ขอโอนหน่วยกิตนั้นก็มีน้อยมาก และ ถึงแม้ว่า
    จะมีระบบเช่นนี้ แต่ในรายละเอียดเช่น มหาวิทยาลัยจะรับนักศึกษาที่โอนหน่วยกิตหรือไม่นั้น
    ก็จะแตกต่างกันไปตามปีการศึกษาและมหาวิทยาลัยด้วย
    ทางศูนย์ข้อมูลนานาชาติได้จัดทำรายชื่อมหาวิทยาลัยที่มีระบบโอนหน่วยกิตขึ้นแล้ว ท่านสามารถ
    ขอรับบริการส่วนนี้ได้ที่ศูนย์ฯ
    การศึกษาระยะสั้นสำหรับนักศึกษาต่างชาติ
    การศึกษาระยะสั้นเป็นหลักสูตรการศึกษาระยะสั้นภายในระยะเวลา 1 ปี ซึ่งจะแบ่งเป็นนักศึกษา
    แลกเปลี่ยนระหว่างมหาวิทยาลัยภายใต้โครงการแลกเปลี่ยนกับนักศึกษาระยะสั้นทั่วไปที่ไม่ได้อยู่
    ภายใต้โครงการแลกเปลี่ยน
    เนื้อหาของหลักสูตรจะมีหลากหลาย โดยมีรายละเอียดดังนี้
    เนื้อหาของหลักสูตรจะมีหลากหลาย โดยมีรายละเอียดดังนี้
    1. ระดับของผู้เรียน: 1) ปริญญาตรี 2) บัณฑิตวิทยาลัย
    2. ภาษาที่ใช้: 1) เฉพาะภาษาญี่ปุ่น 2) เฉพาะภาษาอังกฤษ 3) ภาษาญี่ปุ่น และภาษาอังกฤษ
    3. วิชาที่ศึกษา: 1) วิชาภาษาญี่ปุ่น 2) วิชาด้านการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับญี่ปุ่น 3) วิชาด้าน
    มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ 4) วิชาในสายวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ 5) วิชาในสายวิทยาศาสตร์
    ประยุกต์ และวิศวกรรมศาสตร์ (แบ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่เปิดชั้นเรียนพิเศษสำหรับนักศึกษาต่างชาติ
    ระยะสั้น และมหาวิทยาลัยที่ให้เลือกเข้าฟังบรรยายใน ภาควิชาหรือคณะตามปกติได
    สำหรับสถานภาพในการศึกษานั้นก็มีหลากหลาย เช่น นักศึกษาแลกเปลี่ยน หรือผู้เข้าฟังและ
    นักศึกษาเลือกเสรี)
    โครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษา
    ในระยะนี้ มหาวิทยาลัยในประเทศญี่ปุ่นที่เปิดหลักสูตร “ระยะสั้นสำหรับนักศึกษาต่างชาติ (หลัก
    สูตรแลกเปลี่ยน)” ซึ่งเป็นโครงการแลกเปลี่ยนระหว่างมหาวิทยาลัยเป็นเวลา 1 ภาคเรียนหรือ 1 ปี
    การศึกษา สำหรับนักศึกษาต่างชาติผู้ประสงค์จะขอรับหน่วยกิตในสภาพที่ยังมีชื่ออยู่ใน
    มหาวิทยาลัยในประเทศของตนมีจำนวนเพิ่มขึ้น เนื่องด้วยหลักสูตรเหล่านี้จะต้องสมัครผ่าน
    มหาวิทยาลัยในประเทศของตน ดังนั้นจึงขอให้สอบถามรายละเอียดต่างๆ เช่น วิธีการสมัคร
    หรือค่าใช้จ่ายที่จำเป็นได้ที่หน่วยงานผู้รับผิดชอบในมหาวิทยาลัยที่ตนอยู่

    กรณีที่นักศึกษาต่างชาติ( เฉพาะนักศึกษาปริญญาตรี และบัณฑิตวิทยาลัย) จะไปศึกษาต่อที่
    ญี่ปุ่นภายใต้โครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาระหว่างมหาวิทยาลัยนั้น นักศึกษาเหล่านี้สามารถใช้ประ
    โยชน์จาก “ระบบสนับสนุนนักศึกษาต่างชาติระยะสั้น” ซึ่งจะช่วยเหลือในด้านต่างๆ เช่น
    ค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับ หรือทุนการศึกษาได้ ให้ยื่นใบสมัครผ่านมหาวิทยาลัยที่สังกัดอยู่ใน
    ประเทศของตน
    หลักสูตรระยะสั้นอื่นๆ สำหรับนักศึกษาต่างชาติ
    ในกรณีที่มหาวิทยาลัยไม่มีโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาระหว่างมหาวิทยาลัย นักศึกษาประเภท
    ต่างๆเช่นผู้เข้าฟังสามารถเข้าไปดูข้อมูลหรือขอรับรายชื่อได้ที่เว็บไซต์ขององค์การสนับสนุน
    นักศึกษาแห่งประเทศญี่ปุ่น
    http://www.jasso.go.jp หรือจะใช้บริการข้อมูลทางโทรสารหรือ
    สัญญาณเสียง หรือสอบถามไปยังมหาวิทยาลัยที่ประสงค์จะไปแลกเปลี่ยนก็ได้ ส่วนเรื่องการ
    จัดการกับหน่วยกิตที่จะได้รับขณะแลกเปลี่ยนนั้น ขอให้ตรวจสอบกับมหาวิทยาลัยที่ตนสังกัดอยู่
    เสียก่อน
    ในกรณีที่ไปศึกษาต่อในโครงการที่นอกเหนือจากโครงการแลกเปลี่ยนระหว่างมหาวิทยาลัย
    ปัจจุบันนี้ ส่วนใหญ่ยังไม่สามารถขอรับทุนการศึกษาได้
    เงื่อนไขในการสำเร็จการศึกษา
    นักศึกษาที่จะถือว่าสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี จะต้องมีเวลาศึกษาในมหาวิทยาลัย 4 ปี
    (6ปีสำหรับคณะแพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ และสัตวแพทยศาสตร์) และได้รับหน่วยกิต
    ครบตามที่มหาวิทยาลัยกำหนดไว้ ซึ่งมหาวิทยาลัยส่วนมากจะกำหนดไว้ว่าต้องได้รับหน่วยกิต
    มากกว่า124 หน่วยกิตจึงจะจบ (แพทยศาสตร์ และทันตแพทยศาสตร์ต้องได้มากกว่า 124
    หน่วยกิต ส่วนสัตวแพทยศาสตร์จะต้องได้มากกว่า 182 หน่วยกิต)

    ผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจะได้รับวุฒิ “ปริญญาตรี”
    วุฒิการศึกษาของญี่ปุ่น
    ถึงแม้วุฒิการศึกษาที่ได้รับจากญี่ปุ่นสามารถใช้ได้เท่าเทียมกับวุฒิการศึกษาที่ได้รับในประเทศของ
    ตนแต่การยอมรับวุฒิการศึกษาที่ได้จากต่างประเทศนั้นจะแตกต่างกันไปตามประเทศหรือสาขา
    วิชา ทว่าหน่วยงานราชการ หรือองค์กรที่คอยดูแลบริษัทเอกชนในบางประเทศ อาจจะจัดทำรายชื่อ
    รับรองวุฒิการศึกษาขึ้นเป็นเอกเทศ แล้วใช้รายชื่อนี้เป็นพื้นฐานในการรับเข้าทำงานได้ ดังนั้นจึง
    ควรตรวจสอบกับหน่วยงานหรือองค์กรในประเทศของตนไว้ก่อนด้วย

    study in graduate degree
    การเข้าศึกษาต่อในระดับบัณฑิตวิทยาลัย
    บัณฑิิตวิทยาลัยจัดแบ่งการศึกษาออกเป็นระดับปริญญาโท (ระยะเวลาศึกษาไม่เกิน 2 ปี) และ
    ปริญญาเอก (ระยะเวลาศึกษาไม่เกิน 5 ปี) ระดับปริญญาเอกโดยมากจะแบ่งออกเป็น หลักสูตรภาค
    ต้น ( 2 ปี เทียบได้กับปริญญาโท) และหลักสูตรภาคปลาย ( 3 ปี) มหาวิทยาลัยบางแห่งจะ
    เปิดครบ 5 ปี แต่ก็มีบางแห่งที่เปิดเพียงภาคปลาย 3 ปีเท่านั้น สำหรับปริญญาเอกสาขา
    แพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ และ สัตวแพทยศาสตร์นั้น จะเป็นการศึกษาต่อเนื่องมาจาก
    ระดับปริญญาตรี ซึ่งมีระยะเวลาศึกษา 6 ปี ดังนั้นสาขาวิชาเหล่านี้จึงมีระยะเวลาศึกษาไม่เกิน 4 ปี
    ในระดับบัณฑิตวิทยาลัยนั้นนอกจากหลักสูตรปกติแล้ว ยังมีการจัดการเรียนการสอนให้กับนักศึกษา
    วิจัย ผู้เข้าฟังและนักศึกษาเลือกเสรีด้วย อีกทั้งยังสามารถศึกษาในประเทศญี่ปุ่น โดยอาศัยระบบ
    ศึกษาระยะสั้นได้อีกด้วย
    คุณสมบัติผู้เข้าศึกษา
    (1) ระดัีบปริญญาโท (ต้องมีเงื่อนไขด้านล่างนี้ อย่างใดอย่างหนึ่ง)
    1) เป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี (หลักสูตร 4 ปี) หรือผู้ที่ได้รับการรับรองว่ามี
    ความรู้เทียบเท่าหรือสูงกว่าระดับปริญญาตรี
    2) เป็นผู้ที่จบการศึกษาในต่างประเทศด้วยระยะเวลา 16 ปี (ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจน
    ถึงระดับปริญญาตรี)
    3) สำหรับผู้ที่จบการศึกษาในต่างประเทศด้วยระยะเวลา 15 ปี ต้องเป็นผู้ที่บัณฑิต
    วิทยาลัยรับรองว่ามีผลการเรียนดีเยี่ยม
    4) ผู้ที่ได้รับการตรวจสอบคุณสมบัติ การเข้าศึกษาต่อจากบัณฑิตวิทยาลัยเป็นรายๆ ไป
    ว่ามีความรู้ความสามารถเทียบเท่าหรือสูงกว่าทั้งยังต้องมีอายครบุ 22 ปีแล้วด้วย
    (2) ระดับปริญญาเอก (ต้องมีเงื่อนไขด้านล่างนี้ อย่างใดอย่างหนึ่ง)
    1) ต้องมีวุฒิปริญญาโทหรือได้รับการรับรองว่ามีความรู้ความสามารถเทียบเท่าหรือสูงกว่า
    ปริญญาโท
    2) ผู้ที่ได้รับวุฒิการศึกษาเทียบเท่าปริญญาโทจากต่างประเทศ
    3) ผู้ที่ได้รับการตรวจสอบคุณสมบัติการเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกเป็นรายๆ ไป
    จากบัณฑิตวิทยาลัยว่ามีความรู้ความสามารถเทียบเท่า หรือสูงกว่าและรวมไปถึงผู้ที่มีอายุครบ
     24 ปี แล้วด้วย

    สำหรับหลักสูตรปริญญาเอกของคณะแพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ และสัตวแพทยศาสตร์
    1) ต้องศึกษาในมหาวิทยาลัย 4 ปีขึ้นไป และจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะแพทยศาสตร์ฺ
    ทันตแพทยศาสตร์ และสัตวแพทยศาสตร์ (6 ปี) รวมทั้งต้องเป็นผู้ที่บัณฑิตวิทยาลัย รับรองว่า
    มีผลการเรียนดีเยี่ยม
    2) ต้องศึกษาในมหาวิทยาลัย 4 ปีขึ้นไป และเป็นผู้ที่บัณฑิตวิทยาลัยรับรองว่ามีผลการเรียนดีเยี่ยม
    3) เป็นผู้ที่จบการศึกษาในต่างประเทศด้วยระยะเวลา 16 ปี (ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงระดับ
    ปริญญาตรี)
    (3) นักศึกษาวิจัย
    “นักศึกษาวิจัย” ซึ่งเป็นระบบเฉพาะของญี่ปุ่นนั้น หมายถึงนักศึกษาซึ่งไม่ใช่นักศึกษาภาคปก
    ติและไม่ประสงค์จะได้รับวุฒิการศึกษาซึ่งได้รับอนุญาตให้เข้าไปทำวิจัยในหัวข้อเฉพาะทางได้
    เป็นระยะเวลา 1 ภาคเรียน หรือ 1 ปีการศึกษา เนื่องจากได้รับการยอมรับตามระเบียบของ
    มหาวิทยาลัย โดยไม่ได้รับหน่วยกิตในวิชาที่เลือกลงนั้น ผู้ที่จะเป็นนักศึกษาวิจัยจะต้องจบ
    การศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป อาจจะจบปริญญาโท หรือ ปริญญาเอกก็ได้ ส่วนชื่อเรียกและ
    ตำแหน่งในคณะนั้นจะแตกต่างกันไปตามมหาวิทยาลัย
    ตามกฎหมาย(กฎหมายควบคุมการเข้าเมืองและรับรองผู้อพยพ) แล้ว นักศึกษาวิจัยที่จะได้รับ
    สถานภาพในการพำนักเป็น” นักศึกษาวิทยาลัย”นั้น จำเป็นต้อง “เข้าฟังบรรยายเป็นเวลามากกว่า
    10 ชั่วโมง (600 นาที) ต่อ1 สัปดาห์”
    นักศึกษาวิจัยแบ่งออกเป็น
    1) นักศึกษาที่ต้องการทำวิจัยในมหาวิทยาลัยระยะสั้นๆ โดยไม่ต้องการปริญญา
    2) นักศึกษาภายใต้โครงการแลกเปลี่ยนของมหาวิทยาลัย
    3) นักศึกษาที่เตรียมเข้าศึกษาต่อในระดับบัณฑิตวิทยาลัย

    มีนักศึกษาวิจัยประเภทที่ 3 จำนวนมากที่เข้าเป็นนักศึกษาวิจัยเป็นระยะเวลา 1 ปี จนกระทั่ง
    สอบผ่านการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยกลายเป็นนักศึกษาบัณฑิตวิทยาลัยได้ แต่การเป็น
    นักศึกษาวิจัย นั้นก็ไม่ได้เป็นการรับรองว่านักศึกษาผู้นั้นจะต้องสอบเข้าศึกษาต่อใน ระดับ
    บัณฑิตวิทยาลัยได้แน่ ดังนั้นจึงมีนักศึกษาส่วนหนึ่งต้องกลับประเทศไป โดยที่ไม่สามารถสอบ
    ผ่านได้ก็มี
    อนึ่ง การจะเข้าศึกษาต่อในระดับบัณฑิตวิทยาลัยนั้น บางมหาวิทยาลัยอาจจะรับนักศึกษาจาก
    การสอบโดยตรง แต่ก็มีบางสถาบันวิจัย และบัณฑิตวิทยาลัยที่กำหนดให้นักศึกษาต้องผ่าน
    หลักสูตร "นักศึกษาวิจัย" เสียก่อนจึงจะเข้าบัณฑิตวิทยาลัยได้ สำหรับรายละเอียด กรุณา
    สอบถามไปยังมหาวิทยาลัยนั้นๆ โดยตรง โดยอาศัยข้อมูลจากหนังสือ "คู่มือแนะนำการสอบเข้า
    บัณฑิตวิทยาลัยสำหรับนักศึกษาต่างชาติ"
    (เรียบเรียโดยสถาบันสอนภาษาญี่ปุ่นและศูนย์วัฒนธรรมเอเชีย)
    (หมายเหตุ) ทางสถาบันสอนภาษาญี่ปุ่นและศูนย์วัฒนธรรมเอเชียได้จัดทำเว็บไซต์
    Japan study support ไว้ สามารถเข้าไปเยี่ยมชมได้ที่
    http://www.jpss.jp
    การยื่นใบสมัคร
    ใบสมัครระดับบัณฑิตวิทยาลัยจะออกวางจำหน่ายในช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคมของปี
    ก่อนหน้าที่จะเข้าศึกษา
    สำหรับเอกสารที่ต้องใช้ในการสมัคร ปกติจะมีดังต่อไปนี้
    1) ใบสมัคร (ให้ใช้ใบสมัครที่กำหนดไว้เท่านั้น)
    2) เอกสารประวัติส่วนตัว (Resume)
    3) ประกาศนียบัตรหรือปริญญาบัตรระดับปริญญาตรี
    4) ประกาศนียบัตรหรือปริญญาบัตรระดับปริญญาโท (กรณีที่ศึกษาต่อระดับปริญญาเอก)
    5) ใบแสดงผลการศึกษาจากโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่ศึกษาท้ายสุด
    6) หนังสือแนะนำจากคณบดี หัวหน้าภาควิชา ฟรืออาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยที่สำเร็จการศึกษา
    7) วิทยานิพนธ์และสรุปจากมหาวิทยาลัยที่สำเร็จการศึกษา
    8) แผนการวิจัย (เป้าหมาย)
    9) ใบรับรองแพทย์
    10) รูปถ่าย
    11) ใบรับรองการลงทะเบียนคนต่างด้าว (กรณีที่ผู้สมัครอยู่ในประเทศญี่ปุ่น)
    (12) เอกสารแสดงความสัมพันธ์กับผู้ค้ำประกัน)
    วันหมดเขตรับสมัคร วิธีการสมัคร และเอกสารที่ต้องใช้จะแตกต่างกันไปตามสถาบันหรือคณะ
    ดังนั้นขอให้ตรวจสอบโดยตรงกับทางสถาบันด้วย บางแห่งก็เร็ว พอถึงเดือนสิงหาคมก็ปิดรับสมัคร
    แล้ว
    กรณีที่สมัครจากต่างประเทศนั้น กรุณาดำเนินการให้เสร็จสิ้นและส่งไปให้ถึงทันเวลาที่มหาวิทยาลัย
    นั้นๆ รับสมัครด้วย ท่านสามารถตรวจสอบรายชื่อมหาวิทยาลัยที่รับนักศึกษาก่อนมาญี่ปุ่นได้จาก
    รายชื่อที่ศูนย์ข้อมูลนานาชาติจัดทำขึ้น
    การสอบเข้าศึกษาต่อ
    (1) หลักสูตรปกติ (ปริญญาโท และปริญญาเอก)
    มีมหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่งที่สามารถเข้าศึกษาได้เลยเมื่อเอกสารผ่าน แต่โดยทั่วไปแล้ว นักศึก
    ษาจำเป็นต้องผ่านการสอบเข้าที่ญี่ปุ่นเสียก่อนจึงจะเข้าศึกษาได้
    ข้อสอบเข้าศึกษาต่อของระดับบัณฑิตวิทยาลัย นอกเหนือจากการตรวจสอบเอกสาร การสอบข้อ
    เขียนตามสาขาวิชาเอก การสอบภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษ ( หรือภาษาต่างประเทศอื่นๆ ) แล้ว
    ยังต้องสอบสัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องหัวข้อวิจัย และ สาขาที่จะเข้าศึกษา อนึ่ง ยังมีมหาวิทยาลัย
    บางแห่ง ที่ต้องใช้ผลการสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นมาประกอบด้วยช่วงเวลาในการสอบจะแตกต่าง
    กันไปตามแต่ละมหาวิทยาลัย ส่วนมากจะจัดสอบในช่วงเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม แต่ก็มีบางแห่ง
    จัดสอบในช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์
    (2) นักศึกษาวิจัย
    มหาวิทยาลัยส่วนมากรับนักศึกษาโดยพิจารณาจากเอกสารเป็นหลัก
    * เกี่ยวกับอาจารย์ที่ปรึกษาบัณฑิตวิทยาลัยหลายแห่งกำหนดให้นักศึกษาทั้งภาคปกติและนักศึกษา
    วิจัยต้องติดต่ออาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อให้ท่านรับรองก่อนสมัครเสียก่อน ดังนั้นจึงควรสอบถามไปยัง
    บัณฑิตวิทยาลัยที่จะสมัครเสียก่อนว่า จำเป็นต้องติดต่อกับอาจารย์ที่ปรึกษาหรือไม่
    ในกรณีที่จำเป็น วิธีที่ได้ผลที่สุดก็คือขอให้ศาสตราจารย์ผู้รับผิดชอบในมหาวิทยาลัยนั้นๆ แนะนำ
    อาจารย์ที่ปรึกษาให้ นอกจากจะรวบรวมข้อมูลจากหนังสือแนะนำหลักสูตรของบัณฑิตวิทยาลัย
    วารสารทางวิชาการ นักเรียนเก่าญี่ปุ่น และนักวิจัยในญี่ปุ่นแล้ว นักศึกษายังสามารถหาอาจารย์ที่
    ปรึกษาซึ่งตรงกับวิชาเอกของตน ได้จากบัณฑิตวิทยาลัยแต่ละแห่ง ReaD (นามสงเคราะห์สนับสนุน
    การวิจัยรวม
    http://read.jst.go.jp) หรือ “หนังสือรวมหัวข้อวิจัย” (จัดพิมพ์โดยคิโนะคุนิยะ) ถึงแม้
    อาจารย์บางท่านจะมีเว็บไซต์ของภาควิชาแต่บางครั้งเว็บไซต์เหล่านี้ก็ไม่ได้ลงอีเมลล์ของท่านไว้
    ดังนั้นขอให้ลองติดต่อกับท่านทางจดหมายหรือโทรสารดูจะดีกว่า บางมหาวิทยาลัยก็มีการแนะนำ
    อาจารย์ที่ปรึกษาให้แก่แก่นักศึกษาด้วย
    ในกรณีที่ส่งจดหมายถึงท่าน ควรส่งผลงานหรือวิทยานิพนธ์ที่เคยทำสมัยปริญญาตรี แผนการทำ
    วิจัย รวมทั้งควรบรรยายถึงเหตุผลที่เลือกท่านอย่างละเอียด ถ้าเป็นไปได้ควรแนบใบรับรองจาก
    อาจารย์ที่ปรึกษาในมหาวิทยาลัยที่เคยหรือกำลังศึกษาอยู่ไปด้วย เนื่องจากอาจารย์ต้องพิจารณา
    รับนักศึกษาจากเอกสารโดยที่ท่านไม่เคยรู้จักหรือเห็นหน้าเลย ดังนั้นจึงเป็นการยากที่จะทำให้
    ท่านยอมเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาให้ด้วยการส่งจดหมายไปหาท่านเพียงครั้งเดียว ควรติดต่อท่าน
    ซ้ำหลายๆ ครั้ง เพื่อแสดงความตั้งใจจริงและกระตือรือร้นให้ท่านเห็น
    เงื่อนไขการสำเร็จการศึกษา
    เงื่อนไขในการสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาโทและเอกนั้นแตกต่างกัน ในระดับปริญญาโท
    นักศึกษาจะต้องศึกษาเป็นเวลาอย่างน้อย 2 ปี ได้รับหน่วยกิตในสาขาวิชาเอกครบตามที่กำหนด
    (อย่างน้อย30 หน่วยกิต) รวมทั้งต้องเขียนและสอบวิทยานิพนธ์ให้ผ่านเสียก่อนด้วย นักศึกษา
    ที่สำเร็จการศึกษาจะได้รับ "ปริญญามหาบัณฑิต" ส่วนหลักสูตรปริญญาเอกนั้น โดยหลักการแล้ว
    นักศึกษาจะต้องศึกษาเป็นเวลาอย่างน้อย 5 ปี ซึ่งรวมระยะเวลาที่ศึกษาในระดับปริญญาโท 2 ปี
    ด้วยได้รับหน่วยกิตรวมในระดับปริญญาโทด้วยอย่างน้อย 30 หน่วยกิต รวมทั้งต้องเขียนและสอบ
    วิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกผ่านเสียก่อนด้วย นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาจะได้รับ
     "ปริญญาดุษฎีบัณฑิต"

    study in short course
    การเข้าศึกษาต่อในวิทยาลัยหลักสูตรระยะสั้น
    หลักสูตรการศึกษาระดับวิทยาลัยโดยทั่วไป จะมีระยะศึกษา 2 ปี แต่ในบางสาขาเช่น เทคนิค
    การแพทย์ และพยาบาลศาสตร์ จะมีระยะเวลาศึกษา 3 ปี
    วิทยาลัยหลักสูตรระยะสั้นจะเน้นให้นำความรู้ไปใช้ให้เป็นประโยชน์ในสถานการณ์จริงในสังคมได้
    ในขณะที่มหาวิทยาลัยจะเน้นไปที่การทำวิจัยในด้านทฤษฎีหรือหลักการอย่างรอบรู้ ประมาณ 42%
    จากจำนวนวิทยาลัยในญี่ปุ่นทั้งหมดนั้น เป็นวิทยาลัยเฉพาะสตรี และมีจำนวนเกินครึ่งที่เปิดสอนใน
    สาขามนุษยศาสตร์ คหกรรมศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ และสังคมศาสตร์
    คุณสมบัติผู้เรียน (ต้องมีเงื่อนไขด้านล่างนี้อย่างใดอย่างหนึ่ง)
    1) สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนในประเทศของตน โดยต้องศึกษา
    มาเป็นเวลา 12 ปี ( ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย)
    *สำหรับผู้ที่จบมัธยมศึกษาในสถาบันการศึกษาระบบโรงเรียนในต่างประเทศ (12 ปี) นั้น ต้อง
    เป็นผู้มีอายุ 18 ปีขึ้นไปด้วย จึงสามารถเข้าศึกษาในญี่ปุ่นได้ (*1)
    2) กรณีที่นักศึกษาสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนด้วยระยะเวลาเพียง 10
    หรือ 11 ปี นักศึกษาจะต้องผ่านสถาบันสอนภาษาญี่ปุ่นที่มีหลัีกสูตร “เตรียมเพื่อศึกษาต่อใน
    สถาบันการศึกษาระดับสูง” และต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไป
    3) ผู้ซึ่งส่งหลักฐานแสดงว่าผ่านการสอบวัดระดับความสามารถในประเทศบ้านเกิดที่เทียบเท่า
    การสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยในญี่ปุ่น ( เช่น การสอบวัดความรู้ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายใน
    ประเทศเกาหลี)
    4) ผู้ที่จะเข้าศึกษาในระดับวิทยาลัยหลักสูตรระยะสั้นจะต้องเป็นผู้ที่จบการศึกษาระดับมัธยม
    ศึกษาตอนปลายและเป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับว่ามีความรู้เทียบเท่าขึ้นไป ได้แก่
    ก) เป็นผู้สอบผ่านหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลายของนานาชาติ ( International Baccalaureate )
    เช่น หลักสูตร Abitur ของประเทศเยอรมัน หรือหลักสูตร Baccalaureate ของประเทศฝรั่งเศส
    และมีอายุ 18 ปีขึ้นไป
    ข) เป็นผู้จบการศึกษาภาคบังคับ 12 ปีในโรงเรียนนานาชาติซึ่งได้รับการรับรองจากสมาคมประ
    เมินผลนานาชาติ (WASC,ACSI,ECIS) และมีอายุ 18 ปีขึ้นไป
    5) เป็นผู้ที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและเป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับว่ามีความรู้
    เทียบเท่าขึ้นไป โดยการสำรวจคุณสมบัติการเข้าศึกษาตามระเบียบของแต่ละวิทยาลัย และมี
    อายุ 18 ปีขึ้นไป
    *รายละเอียดของ *1,*2 สามารถดูได้จากเว็บไซต์ของกระทรวงการศึกษา วัฒนธรรม กีฬา
    วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่
    http://www.mext.go.jp/b_menu/houdou/15/09/03092001.htm
    การยื่นใบสมัคร
    เอกสารที่จำเป็นในการสมัครจะแตกต่างกันไปในแต่ละแห่ง แต่โดยทั่วไปเอกสารที่จำเป็นมี
    ดังต่อไปนี้
    1) ใบสมัคร (ตามที่สถานศึกษากำหนด)
    2) ประวัติของนักศึกษา
    3) ประกาศนียบัตรระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
    4) ใบแสดงผลการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
    5) ใบรับรองจากอาจารย์ใหญ่หรืออาจารย์ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่ท่านเคยศึกษา
    6) ใบรับรองแพทย์
    7) รูปถ่าย
    8) สำเนาบัตรประจำตัวคนต่างด้าว (กรณีพำนักอยู่ในญี่ปุ่น)
    (9, เอกสารแสดงความสัมพันธ์กับผู้ค้ำประกัน)
    การสอบเข้าศึกษาต่อ
    ในการเข้าศึกษาในวิทยาลัยนั้น นักศึกษาจำเป็นจะต้องสอบผ่านการสอบคัดเลือกเข้าวิทยาลัยที่
    จัดขึ้นในญี่ปุ่น อีกทั้งวิทยาลัยบางแห่งใช้ผลการสอบเพื่อศึกษาต่อในประเทศญี่ปุ่น เป็นเกณฑ์ใน
    การรับเข้าศึกษาในวิทยาลัยก็มีรายละเอียดของแต่ละวิทยาลัยจะแตกต่างกันไป ขอให้นักศึกษา
    ดูจากคู่มือการสอบเข้ามหาวิทยาลัย สำหรับนักศึกษาต่างชาติทุนส่วนตัว หรือติดต่อไปยังวิทยาลัย
    นั้นๆ โดยตรง
    ศึกษาต่อระยะสั้น (หลักสูตรภาคภาษาอังกฤษ)
    ไม่มีหลักสูตรภาคภาษาอังกฤษในระดับวิทยาลัย
    เงื่อนไขในการสำเร็จการศึกษา
    นักศึกษาจะต้องเรียนอย่างน้อย 2 ปีและต้องได้รับอย่างน้อย 62 หน่วยกิตในวิทยาลัยที่เรียน 2 ปี
    และสำหรับวิทยาลัยที่มีหลักสูตร 3 ปี นั้นนักศึกษาจะต้องได้รับอย่างน้อย 93 หน่วยกิต นักศึกษา
    ที่สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัย จะได้รับวุฒิการศึกษา "อนุปริญญา"
    การโอนหน่วยกิจไปยังมหาวิทยาลัย
    มหาวิทยาลัยที่มีระบบโอนหน่วยกิตซึ่งอนุญาตให้ชาวต่างชาติโอนได้ด้วยนั้นแบ่งเป็นมหาวิทยาลัย
    ของรัฐประมาณ 40 แห่ง มหาวิทยาลัยท้องถิ่นประมาณ 10 แห่ง และมหาวิทยาลัยเอกชนอีก
    ประมาณ170 แห่ง แต่ว่า ในจำนวนนี้มีมหาวิทยาลัยเพียงส่วนน้อยประมาณ 50 แห่งเท่านั้นที่
    จัดให้มีการสอบโอนย้ายหน่วยกิตเข้าศึกษาเป็นกรณีพิเศษสำหรับนักศึกษาต่างชาติ ซึ่งจำนวน
    ของผู้สมัครสอบในลักษณะนี้ก็มีน้อยด้วย ส่วนใหญ่แล้วนักศึกษาต่างชาติต้องสอบเข้าเหมือนกับ
    คนญี่ปุ่น
    มีผู้ที่จบจากวิทยาลัยหลักสูตรระยะสั้นหรือวิทยาลัยเทคนิค ผู้สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัย
    อาชีวะที่ได้รับวุฒิ "ผู้เชี่ยวชาญ" ผู้ที่จบหลักสูตรพื้นฐาน (1-2 ปีการศึกษา) ในมหาวิทยาลัย
    หรือ ผู้ที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยหลักสูตร 4 ปีแล้ว ขอโอนหน่วยกิตเข้าเป็นนักศึกษาปี 2
    หรือ 3 ในมหาวิทยาลัยเพื่อเปลี่ยนสาขาวิชาเอก และเข้าสู่หลักสูตรที่ได้รับวุฒิการศึกษา
     (เข้าหลักสูตรปริญญาตรี) แต่จำนวนของผู้ที่ขอโอนหน่วยกิตนั้นก็มีน้อยมาก และ ถึงแม้ว่า
    จะมีระบบเช่นนี้ แต่ในรายละเอียด เช่น มหาวิทยาลัยจะรับนักศึกษาที่โอนหน่วยกิตหรือไม่นั้น
    ก็จะแตกต่างกันไปตามปีการศึกษาและมหาวิทยาลัยด้วย
    ทางศูนย์ข้อมูลนานาชาติได้จัดทำรายชื่อมหาวิทยาลัยที่มีระบบโอนหน่วยกิตขึ้นแล้ว ท่าน
    สามารถขอรับบริการส่วนนี้ได้ที่ศูนย์ฯ
     further study in other institutions
    การเข้าศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาประเภทอื่นๆ
    วิทยาลัยเทคนิค
    วิทยาลัยเทคนิคเปิดหลักสูตรต่อเนื่อง 5 ปี (สำหรับวิชาด้านพาณิชย์นาวีจะเป็น 5 ปี 6 เดือน)
    สำหรับผู้ที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นแล้ว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างทักษะที่จำเป็น
    ต่ออาชีพ สถาบันส่วนใหญ่เป็นวิทยาลัยเทคนิคทางวิศวกรรมศาสตร์ซึ่งเปิดสอนในทุกสาขา
    ที่เกี่ยวข้อง แต่นอกเหนือจากนั้นก็เป็นสาขาเฉพาะด้านอื่นๆ เช่น พาณิชย์นาวี ผู้ที่จบจากวิทยาลัย
    เทคนิค จะได้รับวุฒิการศึกษาเป็น "อนุปริญญา"
    นักศึกษาต่างชาติที่จะเข้าศึกษาในวิทยาลัยเทคนิค สามารถเข้าศึกษาต่อได้ตั้งแต่ปีที่ 3 คุณสมบัติ

ของผู้สมัครจะเหมือนกับมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยหลักสูตรระยะสั้นทุกประการ แต่ในปัจจุบัน

 

    วิทยาลัยเทคนิคจะรับเฉพาะนักศึกษาต่างชาติทุนรัฐบาลและนักศึกษาที่จัดส่งมาโดยรัฐบาล
    ของชาติต่างๆ เท่านั้น จะรับนักศึกษาต่างชาติทุนส่วนตัวก็เพียงส่วนน้อย

    อนึ่ง นักศึกษาในวิทยาลัยเทคนิคจะได้รับสถานภาพในการพำนักเป็น "นักศึกษาวิทยาลัย"
    การรับรองโดยสถาบันรับรองวุฒิการศึกษาแห่งชาติ
    ผู้ที่จบการศึกษาจากวิทยาลัยหลักสูตรระยะสั้นและวิทยาลัยเทคนิค หรือวิทยาลัยอาชีวศึกษา
    สามารถเข้าศึกษาวิชาเฉพาะทาง ในวิทยาลัยอาชีวศึกษาและวิทยาลัยเทคนิคที่ได้รับการรับรอง
    จากสถาบันรับรองวุฒิการศึกษา หรือวิชาบังคับเลือกในสถาบันการศึกษา เช่น มหาวิทยาลัย
    แล้วจึงเข้ารับการพิจารณาจากสถาบัน เพื่อขอรับวุฒิ “ปริญญาตรี” ได้ ทว่า ตั้งแต่ปี 2535 ถึง
    เดือนเมษายนปี 2545 ซึ่งเป็นช่วงเวลาประมาณ 10 ปีนี้ นักศึกษาต่างชาติซึ่งได้รับการรับรอง
    วุฒิการศึกษาจากสถาบันนี้ ยังมีเพียงผู้สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยหลักสูตรระยะสั้น 36 คน
    ผู้สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยเทคนิค 25 คน และผู้สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยอาชีวศึกษา
    3 คน เท่านั้น
    (อ้างอิง) เว็บไซต์ของสถาบันรับรองวุฒิการศึกษาแห่งชาติ
    http://www.niad.ac.jp
    การไปศึกษาต่อมัธยมศึกษาตอนปลาย
    ผู้ที่จะเข้าศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจะต้องผ่านการศึกษาในระดับมัธยมศึกษา
    ตอนต้น 3 ปีหรือกำลังศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นภาคเรียนสุดท้าย นักเรียนระดับมัธยม
    ศึกษาตอนปลายของโรงเรียนที่อยู่ภายนอกประเทศญี่ปุ่นสามารถเข้าศึกษาในโรงเรียนระดับมัธยม]
    ศึกษาตอนปลายของญี่ปุ่นในฐานะนักเรียนแลกเปลี่ยนได้เป็นระยะเวลา 1 ปี
    ในกรณีที่โรงเรียนของตนนั้นมีโครงการแลกเปลี่ยนระหว่างโรงเรียนพี่ โรงเรียนน้องอยู่ หากไม่มี
    โครงการนี้ นักเรียนก็สามารถเข้าร่วมโครงการของกลุ่มที่ดำเนินงานด้านการแลกเปลี่ยนนักเรียน
    ระดับมัธยมปลาย เพื่อไปศึกษาต่อเป็นเวลา 1 ปีได้เช่นกัน กรณีอื่นนอกเหนือจากนี้ นักเรียนต้อง
    สอบถามไปยังโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่รับนักเรียนต่างชาติโดยตรง
    (สำหรับโรงเรียนของรัฐ ให้สอบถามไปยังคณะกรรมการการศึกษาประจำจังหวัด) ว่าตอนนี้มี
    การรับนักเรียนต่างชาติหรือไม่ และคุณสมบัติเป็นอย่างไร จากนั้นจึงยื่นใบสมัคร และเข้าสอบ
    ต่อไป
    นักเรียนต่างชาติระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจะได้รับสถานภาพการอยู่อาศัยเป็น “นักศึกษา
    ก่อนวิทยาลัย” แต่ในกรณีที่มิใช่นักเรียนแลกเปลี่ยน จะต้องมีคุณสมบัติ เช่น มีความรู้ภาษาญี่ปุ่น
    (ต้องเคยศึกษาภาษาญี่ปุ่น หรือศึกษาเกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่นในสถานศึกษา มากกว่า 1 ปีขึ้นไป)
    สามารถรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการดำรงชีวิตได้ หรือ อายุต่ำกว่า 20 ปี เป็นต้น ไม่มี
    โรงเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายของญี่ปุ่นโรงเรียนใดจัดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ
    นักเรียนที่จบระดับมัธยมศึกษาตอนปลายแล้วสามารถสอบเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยของญี่ปุ่น
    ได้ แต่เวลาที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยนั้น นักเรียนชาวต่างชาติที่จบการศึกษาจากโรงเรียนระดับ
    มัธยมศึกษาตอนปลายในญี่ปุ่นจะต้องสอบข้อสอบชุดเดียวกับนักเรียนญี่ปุ่น ไม่สามารถสอบด้วย
    ข้อสอบชุดพิเศษวำหรับนักเรียนต่างชาติได้ ขอให้ระวังในจุดนี้ด้วย
    สถาบันอื่นๆ
    คุณสมบัติในการเข้าศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาอื่นๆ (ยกเว้นสถาบันสอนภาษาญี่ปุ่นที่ได้รับ
    การรับรองจากสมาคมส่งเสริมการศึกษาภาษาญี่ปุ่น) และวิทยาลัยอาชีวศึกษาหลักสูตรวิชาชีพและ
    หลักสูตรปกตินั้น จะเหมือนกับการเข้าศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเกือบทั้งหมด แต่
    สถาบันการศึกษาอื่นๆ และวิทยาลัยอาชีวศึกษา หลักสูตรปกตินั้น ไม่จำเป็นต้องศึกษาต่อในสาขา
    ที่จบมา สถาบันเหล่านี้ส่วนมากจะไม่ใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอน ดังนั้นสถาบันเหล่านี้
    จึงไม่ค่อยรับนักศึกษาต่างชาติเข้าศึกษานัก

ที่มา : องค์การสนับสนุนนักศึกษาแห่งประเทศญี่ปุ่น JASSO