Share |

การแข่งขัน ทักษะความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่น ครั้งที่ 2

 

ทัพรถ EV เตรียมบุก ตลาดเกิดแน่แค่รอรัฐหนุน

13 มกราคม 2554 (เข้าชมมาแล้ว 1141 ครั้ง)


    - เซอร์ไพรส์รถพลังงานไฟฟ้ามาเร็วกว่าคาด
       - ค่ายรถญี่ปุ่น ยุโรป เกาหลี เดินหน้าผลิตขายจริง
       - มิตซูบิชิส่งไอมีฟ นำร่องตลาด EV รอเพียงรัฐหนุน
       
       น่าจะเร็วกว่าการคาดหมายของคนในวงการธุรกิจยานยนต์ สำหรับการรุกคืบเข้ามาของรถพลังงานไฟฟ้า หรือที่เรียกกันว่า รถ EV (Electric Vehicle) ในเมืองไทย หลังจากมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เตรียมส่งทัพรถ EV เข้ามาทดลองใช้งานในเมืองไทยอย่างเป็นทางการ และเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายแรกในเมืองไทยที่มีแผนจะทำตลาดรถพลังงานไฟฟ้าอย่าง จริงจัง
       
       รถ EV ที่จะนำมาทดลองใช้งานนี้มีชื่อว่า มิตซูบิชิ ไอมีฟ (Mitsubishi i-MIEV) เป็นโมเดลเดียวกับรถยนต์มิตซูบิชิ i ทำตลาดในกลุ่มรถยนต์ขนาดซิตี้คาร์ แต่หลังจาก มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศญี่ปุ่น เริ่มนโยบายพัฒนารถพลังงานไฟฟ้าออกมาทำตลาดในเชิงพาณิชย์ในปี 2552 รถรุ่นดังกล่าวก็ถูกนำมาติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน เพื่อใช้งานเป็นรถพลังงานไฟฟ้า 100%
       
       เมื่อปลายปีที่ผ่านมา มิตซูบิชิ มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้ประกาศอย่างเป็นทางการ ว่าจะร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรม ในการนำรถ มิตซูบิชิ ไอมีฟ เข้ามาทดลองใช้งานบนท้องถนนเมืองไทย นั่นเป็นสัญญาณที่ชัดเจนแล้วว่า ค่ายมิตซูบิชิ กำลังมองข้ามตลาด จากรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์น้ำมัน ไปสู่รถพลังงานไฟฟ้า ต่างจากค่ายโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ที่สร้างบริบท การเปลี่ยนถ่ายเทคโนโลยีเครื่อง จากเครื่องยนต์ปรกติ สู่รถพลังงานไฮบริด ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ลูกผสมระหว่างไฟฟ้า กับเครื่องยนต์ใช้น้ำมัน ก่อนที่จะเดินหน้าสู่รถ EV ในอนาคต
       
       ก่อนหน้านี้ โอซามุ มาสุโกะ ประธาน บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เผยว่า มิตซูบิชิฯ ได้ตัดสินใจเรื่องโครงการใหม่ล่าสุด โดย มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น จะเริ่มแนะนำรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้ารุ่น “ไอมีฟ” สู่ตลาดประเทศไทย โดยมีบริษัทผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายในประเทศไทย คือ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เป็นผู้ดำเนินการ โดยในขั้นต้น จะเป็นรูปแบบของความร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรมของไทย ทดสอบการพัฒนารถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า รวมทั้งศึกษาวิจัยถึงการยอมรับและแนวโน้มการตลาดของรถยนต์ขับเคลื่อนด้วย พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย ความเป็นไปได้ในการให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ใช้รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงาน ไฟฟ้า และการขยายสิ่งอำนวยความสะดวกในการชาร์จแบตเตอรี่ เป็นต้น
       
       อย่างไรก็ดี โครงการพัฒนาและทำตลาดรถ EV ในเมืองไทย เป็นส่วนหนึ่งของแผนการขยายตลาดรถพลังงานไฟฟ้าทั่วโลกของมิตซูบิชิด้วยเช่น กัน โอซามุ มาสุโกะ ประธาน มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยเมื่อกลางปี 2553 ที่ผ่านมาว่า มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ได้เริ่มการผลิตและจำหน่ายรถยนต์ไอมีฟที่เป็นสเปกสำหรับประเทศญี่ปุ่นมาแล้ว ในปี 2552 แต่สำหรับการผลิตรถยนต์รุ่นนี้ในสเปกสำหรับยุโรปที่จะเริ่มดำเนินการนั้น จะเป็นจุดเริ่มต้นการส่งออกอย่างจริงจังของทางบริษัท จะสามารถจำหน่ายรถยนต์รุ่นไอมีฟจำนวน 5,000 คัน ไปยังตลาดต่างประเทศในปีงบประมาณ 2553 นี้ ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงรุ่นที่ถูกผลิตเพื่อกลุ่มพีเอสเอเปอร์โยต์ ซีตรอง ด้วย
       
       สำหรับไอมีฟ รุ่นที่จะจำหน่ายในยุโรปนั้นได้ถูกออกแบบให้แตกต่างจากรุ่นที่จำหน่ายใน ญี่ปุ่น เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าในกลุ่มนี้ เช่น รูปแบบของกันชนหน้าและหลัง, เพิ่มระบบความปลอดภัย Active Stability Control (ASC), ระบบเกียร์ใหม่, แผงหน้าปัดสำหรับระบบพวงมาลัยด้านซ้าย สามารถขับเคลื่อนได้ในระยะทาง 150 กิโลเมตร จากการชาร์จแบตเตอรี่เพียงครั้งเดียว ทั้งนี้เป็นไปตามรูปแบบการทดสอบของ “European NEDC” (New European Driving Cycle) ด้วย
       
       มร.โอซามุ บอกว่า เป็นเวลากว่าศตวรรษมาแล้วที่การผลิตรถยนต์แบบเครื่องสันดาปภายในถือกำเนิด ขึ้น และที่ผ่านมาเราได้เริ่มก้าวเข้าสู่ศตวรรษใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์แล้ว ด้วยรถยนต์รุ่นไอมีฟ และได้สานต่อก้าวที่สองด้วยการผลิตรถยนต์รุ่นดังกล่าวในสเปกสำหรับตลาดยุโรป เป็นการบุกเบิกที่สำคัญของรถยนต์ไฟฟ้าในภาคพื้นยุโรป ซึ่งจะนำเราไปสู่เส้นทางการแนะนำรถยนต์ไฟฟ้าในตลาดโลกด้วยเช่นกัน
       
       บริษัทวางแผนที่จะจำหน่ายรถยนต์ไอมีฟในกลุ่มประเทศยุโรปรวม 14 ประเทศรวมถึงฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร และเยอรมนี ภายในเดือนธันวาคมนี้ จากนั้นจึงจะเริ่มขยายตลาดไปยังประเทศอื่นๆ ต่อไปในปีหน้า ซึ่งนั่นรวมถึงประเทศไทยด้วย
       
       สำหรับ มิตซูบิชิ ไอมีฟ รุ่นที่จะนำมาทดลองใช้งานในเมืองไทย เป็นรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อหน้า ขนาดมิติตัวถัง ยาว 3,395 มิลลิเมตร กว้าง 1,475 มิลลิเมตร และยาว 1,600 มิลลิเมตร ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 125 กิโลวัตต์ต่อกิโลเมตร สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุด 160 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง และใช้เวลาชาร์จจากไฟบ้านจนเต็ม 7 ชั่วโมง สมรรถนะนั้น ให้กำลังสูงสุด 64 แรงม้าที่ 3,000-6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 180 นิวตันเมตร ที่ต่อรอบ 0-2,000 รอบต่อนาที ไอมีฟ ทำความเร็วสูงสุดได้ 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
       
       วิกรานต์ อมาตยกุล ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักการตลาด บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) เผยว่า มิตซูบิชิ ไอมีฟ มีความเป็นไปได้ และเหมาะสมกับการใช้งานในเมืองเป็นหลัก เนื่องจากมีรัศมีการขับขี่ในระยะทางไม่เกิน 160 กิโลเมตร และใช้เวลาในการชาร์จจากไฟบ้าน 7 ชั่วโมง นั่นหมายถึง เราสามารถชาร์จทิ้งไว้ตอนกลางคืน และขับไปทำงานในเมือง หรือทำธุระตามห้างสรรพสินค้า เมื่อถึงที่หมาย ก็สามารถชาร์จจากเครื่องชาร์จกระแสตรง หรือเรียกว่า Quick Charge ใช้เวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมงก็สามารถเพิ่มกระแสไฟในแบตเตอรี่แบบลิเทียมไอออน ได้เกิน 80% ของความจุ ซึ่งสามารถขับกลับบ้านได้
       
       ดังนั้น สิ่งที่มีความจำเป็นสำหรับรถ EV ในเมืองไทยคือ จุดชาร์จตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งทำหน้าที่เติมไฟเหมือนกับปั๊มน้ำมัน ไม่ว่าเป็นออฟฟิศต่างๆ ห้างสรรพสินค้า หรือโรงแรม เป็นต้น ส่วนแบตเตอรี่ ชิ้นส่วนสำคัญของรถพลังไฟฟ้านั้น มิตซูบิชิ ให้การรับประกันนานถึง 10 ปี แต่มีการเปิดเผยอย่างไม่เป็นทางการว่า แบตเตอรี่สำหรับรถมิตซูบิชิ ไอมีฟ สามารถใช้งานได้นานถึง 20 ปี
       
       ขณะที่ราคาของมิตซูบิชิ ไอมีฟ นั้น ราคาจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นอยู่ที่ประมาณ 4,599,000 เยน หรือคิดเป็นราคาราว 1.5 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ในประเทศญี่ปุ่นรัฐบาลได้ให้การสนับสนุนการใช้รถพลังงานไฟฟ้าทุกๆ ประเภท โดยให้การสนับสนุนเรื่องราคาจำหน่าย ทำให้ราคาขายลดลงประมาณ 50% เท่ากับรถมิตซูบิชิ ไอมีฟ มีราคาจำหน่ายจริงอยู่ประมาณคันละ 700,000-800,000 บาท ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น
       
       ด้านตลาดรถมิตซูบิชิ ไอมีฟ ในยุโรปนั้น เมื่อปีที่ผ่านมา ได้ทำตลาดควบคู่กับ iOn ของพีเอสเอเปอโยต์ และ C-Zero ซีตรอง โดยตั้งเป้ายอดขายรวมไว้ที่ 5,000 คัน ในรอบปีงบประมาณ
       
       นิสสันปั้นลีฟ
       นำร่องเลิกพึ่งน้ำมัน
       
       ปัจจุบันต้องถือว่ายุโรปเป็นตลาดลองของ สำหรับรถ EV จากทุกยี่ห้อ ขณะที่ญี่ปุ่น และอเมริกาเองก็เป็นตลาดสำคัญด้วยเช่นกัน และไม่เพียงมิตซูบิชิเท่านั้นที่มุ่งพัฒนาและขยายตลาดรถ EV เพราะเมื่อปีที่ผ่านมาค่ายนิสสันเองก็วางนโยบายรุกตลาดดังกล่าวด้วยรถยนต์ นิสสัน ลีฟ (Leaf)
       
       โดยเฉพาะในตลาดยุโรปนั้น นิสสัน มอเตอร์ ก็เริ่มทำตลาดอย่างจริงจังด้วยเช่นกัน และคาดการณ์ว่ารถยนต์ประหยัดพลังงานแบบนี้จะถูกผลิตขึ้นเพื่อออกวางขายกว่า 50,000 คัน ซึ่งความนิยมจะเกิดขึ้นทันทีที่ระบบชาร์จไฟแบบใหม่นี้ออกมาใช้งาน และยังช่วยในการลดค่าใช้จ่ายของลูกค้าที่อาจเกิดปัญหาในเรื่องอายุการใช้งาน ของแบตเตอรี่
       
       ทั้งนี้ นิสสัน ลีฟ ออกแบบให้เป็นรถ EV แบบแฮตช์แบ็ก 5 ประตู มีเครื่องยนต์วางอยู่ด้านหน้าและขับเคลื่อนด้วยล้อคู่หน้าจากพลังงานของ แบตเตอรี่ที่สร้างกำลังให้กับมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ 107 แรงม้า ให้แรงบิดในย่านปานกลางประมาณ 206 ปอนด์ฟุต สร้างอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรใน 10 วินาที และมีความเร็วสูงสุดประมาณ 86 ไมล์ต่อชั่วโมง
       
       การชาร์จไฟให้กับรถไฟฟ้า ลีฟ คันใหม่ของนิสสัน ใช้เวลากว่า 8 ชั่วโมงในการชาร์จแบบปรกติด้วยไฟบ้าน 110 โวลต์ หรือ 220 โวลต์ แต่สถานีชาร์จกระแสไฟให้กับรถไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้นในอนาคตโดยมีระบบประจุไฟแบบ 3 Phase จะสามารถทำการชาร์จไฟได้รวดเร็วกว่าโดยใช้เวลาเพียง 30 นาที จุดชาร์จไฟดังกล่าวจะเกิดขึ้นมากมายในอนาคต โดยเริ่มต้นที่ทวีปยุโรปก่อน ต่อไปในวันข้างหน้าเราจะเห็นสถานีชาร์จไฟเยอะขึ้นจนคล้ายกับปั๊มเติมน้ำมัน เชื้อเพลิงทั่วๆ ไป
       
       ระยะทางในการวิ่งใช้งานกว่า 100 ไมล์ต่อการชาร์จไฟจนเต็มแบตเตอรี่ โดยมีปริมาตรของพลังงานไฟฟ้าอยู่ที่ 24 กิโลวัตต์ชั่วโมง มอเตอร์รุ่นใหม่ของนิสสันที่ติดตั้งให้กับรถลีฟ สร้างพลังงานสูงสุดได้ถึง 107 แรงม้า และแปลงเป็นกิโลวัตต์ได้ประมาณ 80 กิโลวัตต์
       
       ราคาของรถนิสสัน ลีฟ จะอยู่ที่คันละ 20,000 ปอนด์ในอังกฤษ โดยยังไม่รวมกับราคาของแบตเตอรี่รุ่นใหม่ที่อาจสูงถึง 5,000 ปอนด์ต่อลูก การผลิตทั้งหมดจะเริ่มต้นขึ้นในช่วงกลางปี 2012 และจะมีรุ่นอื่นๆ ตามออกมาอีก เพื่อทำให้รถพลังงานไฟฟ้ารุ่นลีฟมีความหลากหลายมากขึ้น โดยนิสสันคาดการณ์ไว้ว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ จากปริมาณการใช้ต่อเนื่องมานานกว่า 100 ปี ทำให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงไม่มีวันถูกลงไปกว่านี้อีกแล้ว
       
       ทั้งนี้ ที่ผ่านมากระแสของลีฟค่อนข้างถูกจับตามอง และไม่ใช่เฉพาะแค่ในประเทศหรือภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งเท่านั้น เพราะนิสสันต้องการให้ลีฟสมกับที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นรถยนต์พลังไฟฟ้าใน เชิงพาณิชย์รุ่นแรกของโลก โดยมีการส่งขายทั่วโลก และเริ่มในประเทศหลักๆ ก่อน เช่น ญี่ปุ่น, สหรัฐอเมริกา และยุโรป พร้อมตั้งไลน์ผลิต 3 แห่งใน 3 ประเทศเหล่านี้ ก่อนขยายแนวรุกออกสู่ตลาดแห่งอื่นๆ ของโลก
       
       แน่นอนว่าการเปิดตัวย่อมสร้างความฮือฮาอยู่แล้ว แต่อีกสิ่งที่ทำให้เกิดความฮือฮาตามมาคือลีฟได้รับเลือกให้เป็นรถยนต์ยอด เยี่ยมยุโรป หรือ ECOTY-European Car of the Year 2011 โดยสามารถพิชิตรถยนต์ที่เป็นตัวเต็งลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ
       
       แม้ในระยะเวลาอันใกล้ นิสสันยังไม่เปิดเผยว่าจะหันมาทำตลาดรถ EV ในเมืองไทย หรือไม่ และเมื่อใด แต่ดูเหมือนโครงการที่ทางกระทรวงอุตสาหกรรมจะร่วมมือกับมิตซูบิชิ ทดลองใช้งานรถ EV ในเมืองไทย เป็นโครงการที่เปิดกว้างให้กับบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ทุกค่าย ที่ให้ความสนใจกับการผลิตรถ EV เช่นกัน นั่นหมายถึงหากนิสสันต้องการนำรถเข้ามาลองและพัฒนาในเมืองไทยก็สามารถทำได้ ด้วยเช่นกัน
       
       โตโยต้าช้าหน่อย
       แต่อนาคต EV มาแน่
       
       ล่าสุดเมื่อปลายปีที่ผ่านมา โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น นำรถยนต์พลังไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุดของตัวเองมาจัดแสดงในงาน แอลเอ มอเตอร์โชว์ 2010 โดยตัวรถถูกพัฒนาบนพื้นฐานของเอสยูวีขนาดคอมแพกต์ของรุ่น RAV4 และแม้ว่าในงานนี้จะบอกว่าเป็นต้นแบบ แต่โตโยต้าก็แย้มออกมาว่าจะมีการผลิตขายอย่างแน่นอนในปี 2012
       
       โตโยต้าเชื่อว่าตลาดรถยนต์พลังไฟฟ้ามีแนวโน้มที่ดีและเป็นหนึ่งใน ผลผลิตที่จะบุกตลาดรถยนต์พลังงานทางเลือกต่อจากไฮบริด, ไฮบริดแบบเสียบปลั๊ก หรือ PHEV รวมถึงรถยนต์เซลล์เชื้อเพลิง หรือ FCHV ที่ถูกปัดฝุ่นโครงการกลับมาผลิตขายอีกครั้ง
       
       RAV4 EV ใหม่ นอกจากจะได้รับการพัฒนาโดยทางทีมวิศวกรของโตโยต้าแล้ว ทางแบรนด์ดังของญี่ปุ่นยังได้กุนซือฝีมือดีที่เชี่ยวชาญในการผลิตและพัฒนา รถยนต์พลังไฟฟ้าอย่าง Tesla Motor เข้ามามีส่วนร่วมในโครงการ ตรงนี้เป็นไปตามข้อตกลงที่โตโยต้า Tesla เซ็นสัญญาร่วมกันในการร่วมมือเพื่อสร้างสรรค์เจเนอเรชั่นที่ 2 ของ RAV4 ขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการในส่วนนี้ เพื่อแลกกับการที่โตโยต้ายอมให้ Tesla ใช้พื้นที่โรงงาน NUMMI ในสหรัฐอเมริกา เพื่อใช้เป็นฐานในการผลิตรถยนต์พลังไฟฟ้าซีดานรุ่น Model S
       
       โตโยต้าจะผลิตเวอร์ชั่นต้นแบบของ RAV4 ออกมาจำนวน 35 คันก่อน เพื่อนำมาใช้ในการแล่นทดสอบเพื่อปรับปรุงและพัฒนาก่อนนำไปสู่เวอร์ชั่นขาย จริงในตลาด จะว่าไปแล้ว โตโยต้าก้าวช้ากว่าคู่ปรับร่วมชาติอย่างนิสสัน และมิตซูบิชิที่มีรุ่นลิฟและไอมีฟ ทำตลาดอยู่ในตอนนี้ แต่ถึงจะช้ากว่า แต่โตโยต้าก็ยังเหนือกว่า เพราะมากับตัวถังแบบเอสยูวีขนาดใหญ่ ไม่ใช่รถยนต์แบบซิตี้คาร์เหมือนกับนิสสันและมิตซูบิชิ
       
       ส่วนแบตเตอรี่ที่ใช้ในการเก็บกระแสไฟฟ้าเป็นแบบลิเธียม เมทัล ออกไซด์ มีกำลังอยู่ที่ 30 kWh มีขนาดกะทัดรัด น้ำหนักเบา และทนทานขึ้น น้ำหนักของตัวรถเพิ่มขึ้นจาก RAV4 ที่ใช้เครื่องยนต์วี6 เพียง 220 ปอนด์ หรือ 100 กิโลกรัม ขณะที่ระยะทางการขับต่อการชาร์จ 1 ครั้งอยู่ที่ 100 ไมล์ หรือ 160 กิโลเมตร ขณะที่อัตราเร่งจาก 0-96 กิโลเมตร/ชั่วโมงใกล้เคียงกับรุ่นวี6 ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน
       
       เปอโยต์-ซีตรอง
       ชิมลางรถพลังไฟฟ้า
       
       ซีตรอง และเปอโยต์ ผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศฝรั่งเศส ถือเป็นอีก 2 แบรนด์ที่เดินหน้าเลือกวิธีการแรก ล่าสุด ซีตรองได้เปิดตัวรถ EV รุ่น C-Zero ซึ่งเป็นการร่วมมือระหว่างกลุ่ม PSA Group ผู้ครอบครองแบรนด์เปอโยต์และซีตรอง จากฝรั่งเศส กับ มิตซูบิชิ มอเตอร์ของญี่ปุ่น ด้วยการใช้พื้นฐานมิตซูบิชิ ไอมีฟ มาสานต่อเพื่อลุยเจาะตลาดยุโรปนั่นเอง
       
       ซีตรอง ให้ความหมายของรถ C-Zero ไว้ โดย C แทนจากคำของ ซีตรอง ส่วน Zero แปลว่าศูนย์ นั่นคือ ไม่ต้องใช้น้ำมัน ไร้มลพิษ และไร้เสียง ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติโดดเด่นของรถไฟฟ้านั่นเอง ด้านสมรรถนะนั้นต้องถือว่า C-Zero กับ i-MIEV มีความใกล้เคียงกันมาก เนื่องจากเป็นการใช้พื้นฐานโครงสร้างและระบบมอเตอร์ไฟฟ้าร่วมกัน
       
       ค่ายเกาหลีเอาจริง
       
       ไม่เฉพาะค่ายรถญี่ปุ่น และยุโรปเท่านั้น ค่ายเกาหลีใต้เอง ก็เริ่มพัฒนาโครงการผลิตรถ EV ด้วยเช่นกัน เกียมอเตอร์ ถือเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายแรกของเกาหลี ที่เริ่มโครงการด้วยรถต้นแบบพลังงานไฟฟ้า “Kia Pop” ซึ่งถูกนำมาโชว์ในงาน ปารีส อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2010 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส
       
       Kia Pop เป็นรถพลังงานไฟฟ้าที่สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง โดยปล่อยควันพิษมีค่าเป็น 0 ที่ความเร็ว 60 แรงม้า แรงบิด 190 นิวตันเมตร นับเป็นรถยนต์พลังงานขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ “ลิเมอร์ ลิเธียม” ขนาดกะทัดรัด ที่มีประสิทธิภาพสูง ด้วยความเร็วสูงสุดที่ 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และสามารถวิ่งได้ด้วยระยะทาง 160 กิโลเมตรสำหรับการชาร์จแบตเตอรี่ในแต่ละครั้ง โดยใช้เวลาในการชาร์จแบตเตอรี่เพียง 6 ชั่วโมงเท่านั้น
       
       ขณะที่ฮุนไดเองก็เปิดตัวรถยนต์พลังไฟฟ้าที่ชื่อว่า BlueOn ซึ่งพัฒนาอยู่บนพื้นฐานของมินิคาร์รุ่น i10 และมาพร้อมกับแนวคิดที่เรียกว่า FSEV หรือ Full Speed Electric Vehicle ตัวรถใช้โครงสร้างพื้นฐานของรถยนต์แฮตช์แบ็ก 5 ประตูรุ่น i10 ซึ่งมีความยาว 3,585 มิลลิเมตร กว้าง 1,595 มิลลิเมตร และสูง 1,540 มิลลิเมตร มอเตอร์ไฟฟ้าที่ใช้ในการขับเคลื่อน สามารถรีดกำลังออกมาได้ 81 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 21.4 กก.-ม. พร้อมกับติดตั้งแบตเตอรี่สมรรถนะสูงแบบ LiPoly หรือ Lithium-ion Polymer ขนาด 16.4 kWh ซึ่งได้รับการปรับปรุงให้ตอบสนองต่อการใช้งานอย่างเหนือชั้นกว่าแบตเตอรี่ ประเภทอื่นๆ อีกทั้งยังมีขนาดและน้ำหนักที่ลดลงอย่างมาก 40 และ 30% (ตามลำดับ) เมื่อเปรียบเทียบกับแบตเตอรี่แบบนิกเกิล-เมทัลไฮดราย (NiMH) ทำให้ตัวรถมีน้ำหนักไม่มาก และไม่เบียดบังกับพื้นที่ในการใช้งานของตัวรถ
       
       สำหรับสมรรถนะถือว่าอยู่ในระดับค่อนข้างน่าพอใจ เพราะใช้เวลา 13.1 วินาทีสำหรับการทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และทำความเร็วสูงสุดได้ 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อีกทั้งทางฮุนไดยังติดตั้งระบบเสียงที่เรียกว่า VESS ในการสร้างเสียงจำลองในขณะขับเคลื่อนเพื่อความปลอดภัยสำหรับคนเดินถนน เพราะรถยนต์ไฟฟ้าจะไม่มีเสียงดังในระหว่างการขับขี่เหมือนรถยนต์ที่ใช้ เครื่องยนต์สันดาปภายใน ซึ่งอาจจะเป็นอันตรายได้สำหรับคนเดินถนนปรกติ และผู้พิการทางสายตาอีกด้วย
       
       อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดรถ EV ในต่างประเทศเริ่มเห็นเป็นรูปเป็นร่างที่ชัดเจน หรือแม้แต่ตลาดรถ EV ในเมืองไทย ที่ทางมิตซูบิชิ เริ่มลงหลักปักฐานอย่างจริงจัง และส่วนหนึ่งเริ่มได้รับความสนใจจากภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงอุตสาหกรรม แต่ดูเหมือนทุกอย่างยังเป็นเหมือนฉากหน้า เพราะในทางปฏิบัติ โครงการรถ EV ในเมืองไทยยังไม่เริ่มนับหนึ่ง เพราะภาครัฐยังไม่มีกฎระเบียบของการผลิตรถ EV เหมือนกับรถอีโคคาร์ นอกจากนี้การสนับสนุนตลาดรถ EV นั้น นโยบายด้านภาษีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะผลักดันให้เกิดความต้องการ ใช้รถพลังไฟฟ้า โดยเฉพาะในญี่ปุ่น นอกจากภาษีแล้ว ยังต้องให้เงินอุดหนุนกับผู้ที่เลือกใช้รถประเภทนี้อีกด้วย
       
       ดังนั้น ตลาดรถ EV ในเมืองไทยจะเกิด และเติบโตได้หรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีการผลิต แต่ขึ้นอยู่กับการให้การสนับสนุนจากภาครัฐเป็นหลัก


ที่มา : Manager Online